สำนักข่าวต่างประเทศรายงานจากกรุงวอชิงตัน ประเทศสหรัฐอเมริกา เมื่อวันที่ 28 ส.ค. ว่าประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐ ลงนามในคำสั่งฝ่ายบริหาร เปลี่ยนชื่อทะเลสาบออนแทรีโอ ซึ่งเป็นหนึ่งใน 5 ทะเลสาบใหญ่ของทวีปอเมริกาเหนือ เป็น “ทะเลสาบอเมริกา” โดยมีผลทันทีสำหรับการใช้งานของหน่วยงานรัฐบาลกลางสหรัฐ


ทั้งนี้ คำสั่งดังกล่าวไม่มีผลผูกพันต่อแคนาดา องค์กรระหว่างประเทศ หรือหน่วยงานอื่นในการเรียกชื่อทะเลสาบแห่งนี้ ซึ่งมีอายุเก่าแก่กว่า 400 ปี โดยพื้นที่ผิวน้ำราว 52% อยู่ในรัฐออนแทรีโอของแคนาดา และส่วนที่เหลืออยู่ในรัฐนิวยอร์กของสหรัฐ


ขณะที่นายกรัฐมนตรีมาร์ค คาร์นีย์ ผู้นำแคนาดา ยืนยันว่า แคนาดาจะยังคงเรียกทะเลสาบแห่งนี้ว่า ทะเลสาบออนแทรีโอ พร้อมระบุว่า ชื่อดังกล่าวเป็นชื่อที่มีมา ก่อนการสถาปนาแคนาดาและสหรัฐเป็นประเทศ


ด้านนางแคธี โฮชุล ผู้ว่าการรัฐนิวยอร์กจากพรรคเดโมแครต กล่าวว่า รัฐนิวยอร์กจะเรียกทะเลสาบแห่งนี้ว่า ทะเลสาบออนแทรีโอ ต่อไป ส่วนนายฟิล สก็อตต์ ผู้ว่าการรัฐเวอร์มอนต์ จากพรรครีพับลิกัน วิจารณ์คำสั่งของทรัมป์ว่า “เป็นแค่เรื่องเล็กน้อยและน่าผิดหวัง”


คำสั่งของทรัมป์เกิดขึ้น ท่ามกลางความสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐกับแคนาดาที่ตึงเครียดอีกครั้งจากสงครามการค้า หลังการเจรจารอบล่าสุดล่มลงเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา และทั้งสองฝ่ายต่างกล่าวโทษกันว่าเป็นต้นเหตุให้การเจรจาหยุดชะงัก


อย่างไรก็ตาม ทรัมป์ไม่สนเสียงวิจารณ์เหล่านั้น โดยยังกล่าวด้วยว่า อาจพิจารณาเปลี่ยนชื่อมหาสมุทรแอตแลนติกหรือมหาสมุทรแปซิฟิกในอนาคต โดยให้เหตุผลว่า เมื่อมี “อ่าว” และ “ทะเลสาบ” แล้ว สิ่งที่ขาดอยู่ก็คือ “มหาสมุทร”


นับตั้งแต่กลับเข้าสู่ทำเนียบขาวเป็นสมัยที่สอง เมื่อปี 2568 ทรัมป์มีแนวคิดให้แคนาดาเข้าร่วมเป็นรัฐที่ 51 ของสหรัฐ แม้ผู้นำแคนาดาจะปฏิเสธแนวคิดดังกล่าวมาโดยตลอด ขณะที่การเปลี่ยนชื่อทะเลสาบครั้งนี้ถูกมองว่าอาจยิ่งเพิ่มความตึงเครียด ให้กับการเจรจาการค้าระหว่างสองประเทศ


ก่อนหน้านี้ ทรัมป์เคยสั่งเปลี่ยนชื่อ “อ่าวเม็กซิโก” เป็น “อ่าวอเมริกา” เมื่อเดือน ม.ค. 2568 และหน่วยงานรัฐบาลกลางสหรัฐได้ปรับชื่อดังกล่าวในระบบชื่อภูมิศาสตร์ของรัฐบาล ให้มีผลต่อการใช้งานของรัฐบาลกลางในเวลาต่อมา แต่สหประชาชาติ ( ยูเอ็น ) และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ไม่ได้ยอมรับกานเปลี่ยนชื่อเหล่านี้.

เรียบเรียงโดย : ทีมข่าวต่างประเทศ

เครดิตภาพ : REUTERS