สำนักข่าวต่างประเทศรายงานจากกรุงวอชิงตัน ประเทศสหรัฐอเมริกา เมื่อวันที่ 25 ส.ค. ว่านายสกอตต์ เบสเซนต์ รมว.กระทรวงการคลังสหรัฐ แถลงว่า รัฐบาลวอชิงตันกำลังชี้แจงให้นานาชาติรับทราบถึงความวิตกกังวลและความคาดหวังของสหรัฐ โดยย้ำเตือนว่า สหรัฐทราบดีมาตลอด ว่ามีประเทศใดบ้างที่มีความเกี่ยวข้อง หรือมีความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจกับอิหร่าน จึงขอให้ประเทศนั้นยุติการทำธุรกรรมหรือคบค้าสมาคมกับอิหร่าน มิเช่นนั้นอาจถูกตัดออกจากระบบการเงินที่ใช้เงินดอลลาร์สหรัฐเป็นหลัก
อย่างไรก็ตาม เบสเซนต์กล่าวว่า ทุกประเทศจะมีเวลาปรับตัวให้สอดคล้องกับมาตรการใหม่ โดยยังไม่เปิดเผยว่า ประเทศใดบ้างจะถูกลงโทษ และมาตรการนั้นจะเริ่มมีผลเมื่อใด
ขณะเดียวกัน กระทรวงการคลังสหรัฐประกาศคว่ำบาตรบุคคล นิติบุคคล และเรือบรรทุกสินค้า รวม 60 รายการ แต่เป็นที่น่าสังเกตว่า ไม่มีสถาบันการเงินของจีน ซึ่งสหรัฐเคยประกาศว่า สงสัยว่าช่วยอำนวยความสะดวกในการส่งออกน้ำมันให้กับอิหร่าน อยู่ในรายชื่อดังกล่าว
.@SecScottBessent: "Nations that facilitate any interactions with the regime should quickly heed our message. Those who stand with the United States will reap the rewards of our partnership; those who tether themselves to the Iranian regime should expect to share in the isolation… https://t.co/SSfD50kk7V pic.twitter.com/1Kan1f7GPd
— Rapid Response 47 (@RapidResponse47) August 24, 2026
เบสเซนต์กล่าวว่า ภาคสินทรัพย์ดิจิทัล เทคโนโลยี ทองคำ การบิน และการเดินเรือ เป็น 5 ภาคส่วนที่อิหร่านใช้ประคับประคองเศรษฐกิจ และจะถูกจับตาอย่างใกล้ชิดเพื่อดำเนินการอยู่ตลอด เพื่อขยายขอบเขตของมาตรการคว่ำบาตร
.@SecScottBessent: "The new sectoral sanctions determinations issued today target five of Iran's most vital lifelines that it exploits in other countries: digital assets, technology, gold, aviation, and shipping." https://t.co/SSfD50jMin pic.twitter.com/ams4XQSITo
— Rapid Response 47 (@RapidResponse47) August 24, 2026
แม้มาตรการทั้งหมดยังคงมีความคลุมเครือในภาพรวม แต่จีน อินเดีย ตุรกี อิรัก และสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ( ยูเออี ) อาจเป็นประเทศซึ่งมีความเสี่ยงสูงสุดที่จะเผชิญกับมาตรการของสหรัฐ และหากรัฐบาลวอชิงตันต้องการสร้างผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญ ต่อขีดความสามารถของอิหร่านในการจัดหาเงินทุนเพื่อสนับสนุนกิจกรรมต่าง ๆ นักวิเคราะห์มองว่า ต้องพุ่งเป้าไปที่จีนก่อน
ตามข้อมูลของคณะกรรมาธิการทบทวนเศรษฐกิจและความมั่นคงสหรัฐ-จีน จีนเป็นคู่ค้ารายใหญ่ที่สุดของอิหร่านและเป็นผู้ซื้อน้ำมันอิหร่านรายใหญ่ที่สุด ข้อมูลของธนาคารโลก ( เวิลด์แบงก์ ) ระบุว่า ในปี 2565 อิหร่านส่งออกสินค้าไปยังจีนคิดเป็นมูลค่า 22,400 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ( ราว 732,928 ล้านบาท ) และนำเข้าสินค้าจากจีนมูลค่า 15,600 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ( ราว 510,432 ล้านบาท ).
เรียบเรียงโดย : ทีมข่าวต่างประเทศ
เครดิตภาพ : REUTERS



