เมื่อเวลา 09.00 น. วันที่ 9 สิงหาคม ที่รัฐสภา คณะกรรมการประสานงานพรรคร่วมฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร (วิปฝ่ายค้าน) นำโดย นายพริษฐ์ วัชรสินธุ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน จัดกิจกรรมเจาะลึกหลักฐานคดีฮั้ว สว. ครั้งที่ 4 โดยมี น.ส.พนิดา มงคลสวัสดิ์ สส.สมุทรปราการ พรรคประชาชน, นายยิ่งชีพ อัชฌานนท์ ผู้อำนวยการโครงการอินเทอร์เน็ตเพื่อกฎหมายประชาชน (ไอลอว์) และ น.ส.บุณยนุช มัทธุจักร ร่วมแลกเปลี่ยนข้อมูล พร้อมพยานบุคคลร่วมให้ข้อมูลเชิงลึก

น.ส.พนิดา กล่าวว่า จากการตรวจสอบบัตรลงคะแนนเลือก สว. ระดับประเทศในช่วงเช้า พบชุดตัวเลขจำนวนหนึ่งปรากฏซ้ำกัน ได้แก่ 84, 111, 95, 7, 126, 49, 148, 107, 137 และ 14 ซึ่งหากเหมือนกันเพียง 1-2 ใบอาจมองว่าเป็นความบังเอิญ แต่ตัวเลขเหล่านี้กลับเรียงลำดับตรงกันเป๊ะทั้งหมดถึง 18 ใบ ในกลุ่มการบริหารราชการแผ่นดินและความมั่นคง โดยผู้สมัคร 7 อันดับแรกได้รับเลือกเป็น สว. ตัวจริง หนึ่งในนั้นคือ นายมงคล สุระสัจจะ ประธานวุฒิสภา ที่ช่วงเช้าได้ 34 คะแนน ช่วงบ่ายเพิ่มเป็น 67 คะแนน ขณะที่ พล.อ.เกรียงไกร ศรีรักษ์ รองประธานวุฒิสภาคนที่หนึ่ง ช่วงเช้าได้ 40 คะแนน ช่วงบ่ายเพิ่มเป็น 74 คะแนน อย่างไรก็ตาม มีข้อสังเกตว่าผู้สมัคร 3 อันดับหลัง ช่วงเช้าได้คะแนนสูง แต่ช่วงบ่ายกลับลดลงเหลือเพียงไม่กี่คะแนน

น.ส.พนิดา กล่าวต่อว่า เมื่อย้อนดูผู้สมัครอีกหลายกลุ่ม เช่น กลุ่มทำสวน ป่าไม้ ปศุสัตว์ ประมง พบการใช้โพยหลักชุดเดียวกัน ลำดับตรงกันเป๊ะจำนวน 16 ใบ คือ 79, 77, 46, 33, 16, 93, 152, 26, 60 และ 74 ส่งผลให้ 7 คนแรกได้เป็น สว. ตัวจริง อาทิ นายยะโก๊ะ หีมละ จาก จ.สงขลา (เช้า 38 คะแนน บ่าย 59 คะแนน) และ น.ส.มาเรีย เผ่าประทาน จาก จ.ประจวบคีรีขันธ์ (เช้า 31 คะแนน บ่าย 61 คะแนน) ซึ่งทราบว่ารายชื่อของ น.ส.มาเรีย เป็น 1 ใน 8 รายชื่อที่กรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) ส่งเรื่องไปยังอัยการสูงสุด (อสส.) แล้ว ขณะที่ 3 ลำดับสุดท้ายก็เป็นรูปแบบเดียวกับกลุ่มแรก คือช่วงเช้าคะแนนสูง แต่ช่วงบ่ายคะแนนลดฮวบ และมักเป็นผู้สมัครที่มาจากจังหวัดที่มีเพียงไม่กี่อำเภอ เช่น นนทบุรี อ่างทอง และเลย

รูปแบบดังกล่าวยังปรากฏซ้ำในอีกหลายกลุ่ม อาทิ กลุ่มที่ 7 (แรงงาน), กลุ่มที่ 10 (ผู้ประกอบการเอสเอ็มอี), กลุ่มที่ 11 (ผู้ประกอบธุรกิจการท่องเที่ยว) ซึ่งพบผู้สมัครน่าสนใจคือ นายวุฒิชาติ กัลยาณมิตร จาก จ.หนองบัวลำภู (เช้า 35 คะแนน บ่าย 73 คะแนน), นายพิสิษฐ์ อภิวัฒนาพงศ์ จาก จ.กระบี่ (เช้า 29 คะแนน บ่าย 27 คะแนน) และกลุ่มที่ 13 (การศึกษา) คือ นายสรชาติ สุวรรณพรหม (เช้า 25 คะแนน บ่าย 66 คะแนน)

น.ส.พนิดา กล่าวระบุว่า เมื่อนำคะแนนทั้งหมดมาเรียงลำดับ 10 อันดับแรกที่ได้เป็น สว. ตัวจริง จาก 20 กลุ่มในรอบบ่าย พบว่ากลุ่มผู้ชนะจะอยู่ที่ 6-7 คน ส่วน 3 คนสุดท้ายจะตกหน้าผาทันที จึงตั้งสมมุติฐานได้ว่ามีการวางแผนตั้งใจให้ได้ สว. กลุ่มละ 6-7 คนนี้อยู่แล้ว โดยการจะบรรลุเป้าหมายในรอบบ่ายที่เป็นการเลือกแบบไขว้ (จับสลากแบ่ง 4 สาย สายละ 5 กลุ่ม ผ่านเข้ารอบกลุ่มละ 40 คน) ต้องอาศัยการบล็อกโหวตอย่างเป็นระบบ

กติการอบนี้กำหนดให้โหวตให้กลุ่มอื่นในสายได้กลุ่มละ 5 คะแนน (เลือกกลุ่มตัวเองไม่ได้) แต่ละสายมี 5 กลุ่ม รวมผู้มีสิทธิโหวตในสาย 160 คน คิดเป็นคะแนนรวม 800 คะแนนต่อกลุ่ม หากต้องการประกันเก้าอี้ สว. ให้ได้ 6 คนต่อกลุ่ม คนละ 60 คะแนน จะต้องใช้คะแนนรวม 360 คะแนน หรือคิดเป็น 45% ของผู้มีสิทธิโหวตในสาย (ประมาณ 72 คนต่อสาย หรือ 18 คนต่อกลุ่ม) แปลว่าหากต้องการดัน สว. ให้ได้กลุ่มละ 6-7 คน ต้องมีทีมงานที่คุมสั่งโหวตเข้ารอบบ่ายให้ได้กลุ่มละ 18-21 คน

น.ส.พนิดา ชี้ว่า การจะพาคนเข้ารอบบ่ายให้ได้ 18-21 คนนั้น ต้องย้อนไปดูการเลือกรอบเช้าในกลุ่มตนเอง ซึ่งมีผู้สมัคร 154 คนต่อกลุ่ม (77 จังหวัด จังหวัดละ 2 คน) แต่ละคนมี 10 คะแนน รวมคะแนนโหวต 1,540 คะแนนต่อกลุ่ม หากต้องการการันตีทีมงาน 18 คน โดยได้คะแนนคนละ 30 คะแนน ต้องใช้คะแนน 540 คะแนน หรือ 35.6% ของผู้มีสิทธิโหวต (ประมาณ 55 คนต่อกลุ่ม) ดังนั้น หากต้องการควบคุมให้ครบทั้ง 20 กลุ่ม จะต้องใช้เครือข่ายคนที่สั่งโหวตได้เข้าร่วมการเลือกระดับประเทศรวมทั้งสิ้นประมาณ 1,100 คน

“จากข้อมูลทั้งหมด เราต้องมองทุกอย่างประกอบกัน จะมองแยกกรณีไม่ได้ จึงขอถามคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ว่า หลักฐานทางวิทยาศาสตร์และพฤติกรรมเชิงประจักษ์เหล่านี้ เพียงพอให้ กกต. เชื่อได้แล้วหรือยังว่ามีการทุจริตหรือรู้เห็นกับการกระทำที่ทำให้การเลือกไม่สุจริตเที่ยงธรรม หาก กกต. จะไม่ส่งเรื่องให้ศาล จะมีเหตุผลใดมาหักล้างหลักฐานทางวิทยาศาสตร์เหล่านี้” น.ส.พนิดา กล่าว