เรื่องร้อนที่สุดในเวลานี้ คงหนีไม่พ้นกระบวนการตรวจสอบทุจริตสอบข้าราชการท้องถิ่น หลัง “นายปกรณ์ นิลประพันธ์” รองนายกรัฐมนตรี ที่ได้รับมอบหมายให้เป็นประธานคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงและข้อกฎหมาย กรณีทุจริตการสอบแข่งขันฯ ออกมาแถลงหลังการประชุมนัดสุดท้ายว่า พบว่ามีข้อบกพร่องแทบจะทุกขั้นตอน รวมถึงทีโออาร์ ขณะที่รายละเอียดของพฤติกรรมผู้ที่เกี่ยวข้องมีมากกว่า 100 คน ประกอบด้วย ข้าราชการระดับสูง ซึ่งคาดว่าเป็นข้าราชการสังกัดกระทรวงมหาดไทย ที่ถูกสั่งให้พ้นตำแหน่ง และอยู่ระหว่างถูกดำเนินการสอบสวนวินัยร้ายแรง นอกจากนั้น ยังมีคู่สัญญา และบุคคลภายนอกร่วมอีกด้วย

“กระทรวงมหาดไทยคงจะไปดำเนินการต่อ และพิสูจน์เจตนาเป็นรายบุคคล เรื่องนี้หนังยาว ไม่จบง่าย แต่ต้องจบ” รองนายกฯ กล่าว
นั่นหมายความว่า นอกจากจะมีผู้บริหารระดับสูงของกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น (สถ.) และเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง ยังมีอีกหลายคน ที่ติดร่างแหในเรื่องนี้อีก โดยเฉพาะจะมีนักการเมืองติดร่างแหในเรื่องนี้หรือไม่ ซึ่งนอกจากภาครัฐจะมีกระบวนการตรวจสอบ ในส่วนของกรรมาธิการ (กมธ.) ประจำสภาหลายชุด ก็เข้ามาสอบสวน ส่วนหนึ่งนอกจะต้องการหาข้อเท็จจริง ยังต้องการอยู่ในกระแสข่าว ที่สำคัญในส่วนของพรรคฝ่ายค้าน ที่ทำหน้าที่เป็นประธาน กมธ. ก็คงหวังใช้กระบวนการตรวจสอบเรื่องนี้ เพื่อต่อยอดนำไปสู่การอภิปรายไม่ไว้วางใจ
โดยเฉพาะ “นายรังสิมันต์ โรม” สส. บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน (ปชน.) ในฐานะประธานคณะ กมธ.การกฎหมาย การยุติธรรมและสิทธิมนุษยชน สภาผู้แทนราษฎร ซึ่งเกาะติดเรื่องทุจริตการสอบท้องถิ่น โดย “นายรังสิมันต์” ออกมาให้สัมภาษณ์ภายหลังการประชุม กมธ. วาระพิจารณากรณีการทุจริตการสรรหาบุคคลเข้ารับราชการส่วนท้องถิ่นปี 2567-2569 ว่า ได้รับข้อมูลสำคัญเพิ่มเติม และเห็นว่าปัญหาไม่ได้อยู่เพียงกระบวนการจัดสอบ แต่ยังมีข้อสงสัยเกี่ยวกับกระบวนการยกเลิกผลการจัดจ้างของมหาวิทยาลัยบูรพา ซึ่งเดิมเป็นผู้ชนะการจัดสอบ

โดยก่อนหน้านี้มีการประชุมของผู้บริหาร สถ. เพื่อหาแนวทางยกเลิกผลการคัดเลือกมหาวิทยาลัยบูรพา อ้างว่ามีผู้ร้องเรียนว่า มหาวิทยาลัยเกี่ยวข้องกับการทุจริตการจัดสอบ แต่จนถึงปัจจุบันยังไม่มีผู้ใดสามารถอธิบายได้ว่า ข้อร้องเรียนดังกล่าวมีข้อเท็จจริงอย่างไร จึงเป็นที่น่าตั้งข้อสังเกตถึงผลลัพธ์ที่เกิดขึ้น
เมื่อมหาวิทยาลัยบูรพา หลุดจากการรับงาน และการจัดสอบครั้งต่อมา กลับเกิดปัญหาทุจริตร้ายแรงกว่าเดิม จึงทำให้เกิดข้อสงสัยว่า การยกเลิกผลผู้ชนะเดิมอาจไม่ได้มีเจตนาบริสุทธิ์ นอกจากนี้ กมธ. ยังได้รับเอกสาร ซึ่งเป็นหนังสือสอบถามไปยังกรมบัญชีกลาง โดยอ้างถึงการประชุมเมื่อวันที่ 17 ม.ค. 2567 และมีการอ้างชื่อนายอนุทิน ชาญวีรกูล ซึ่งขณะนั้นดำรงตำแหน่งรองนายกฯ
นายรังสิมันต์ กล่าวด้วยว่า เอกสารดังกล่าวมีเนื้อหาที่บ่งชี้ว่า มีความพยายามผลักดันให้มหาวิทยาลัยบูรพาพ้นจากการได้รับงาน อีกทั้งผู้แทนมหาวิทยาลัยบูรพา ที่เข้าให้ข้อมูลต่อ กมธ.วันนี้ ได้สะท้อนถึงพฤติการณ์หลายประการ ที่เข้าข่ายไม่ชอบมาพากล และเชื่อว่าปัญหาอาจไม่ได้จำกัดอยู่เพียงระดับข้าราชการ แต่เชื่อมโยงไปถึงระดับนโยบายทางการเมือง อย่างไรก็ตาม ยังไม่อาจสรุปได้ว่านายอนุทินมีส่วนเกี่ยวข้องมากน้อยเพียงใด แต่ตนเห็นว่าจำเป็นต้องมีการตรวจสอบต่อไป
ด้าน “นายอนุทิน ชาญวีรกูล” นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่คณะ กมธ.การกฎหมายฯ ที่มีนายรังสิมันต์ เป็นประธาน กมธ. โดยมีการอ้างชื่อนายกฯ เข้าไปเกี่ยวข้องกับการทุจริตสอบท้องถิ่นเป็นคนเลือกทีโออาร์ ผลักดันให้มหาวิทยาลัยบูรพา พ้นจากการรับงาน ว่า จะให้ตอบอย่างไร ตอนนี้เรื่องอยู่ในมือของสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ตำรวจ สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) และหลายคณะกรรมการ ซึ่งผลสอบสวนเป็นอย่างไรก็เป็นอย่างนั้น ยืนยันว่าไม่มีส่วนเกี่ยวข้อง เกี่ยวข้องอย่างเดียวคือไม่ให้โกง

“ยืนยันว่าผมไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการทำทีโออาร์ ไม่รู้เรื่อง มันไม่ใช่หน้าที่ของนายกฯ หรือรมว.มหาดไทย ที่จะต้องมานั่งดูว่าทีโออาร์เป็นอย่างไร นโยบายที่เรามอบให้ไป คือ การกระทำใด ๆ ก็ตาม ในหน่วยงานที่เรากำกับดูแล ต้องเป็นไปตามกฎหมายสุจริต โปร่งใส ตรวจสอบได้ ไอ้สิ่งที่เราทำ ก็ไม่พูด ไปพูดแต่เรื่องไม่เป็นเรื่อง วันนี้ดำเนินคดีไปแล้วกี่คน แจ้งข้อหาไปแล้วกี่คน แต่เราไม่ใช่ศาลฯ เราไปลงโทษเขาเองไม่ได้ แต่ก็แจ้งข้อกล่าวหาไปแล้ว” นายกฯ กล่าว
เมื่อถามถึงกรณีที่นายรังสิมันต์ พยายามดึงชื่อนายกฯ เข้าไปเกี่ยวข้อง นายอนุทิน กล่าวว่า “คุณโรม เคยพูดอะไรแล้วเป็นไปตามนั้นบ้าง ซึ่งเขาก็พูดให้มันเป็นประเด็น มีเรื่องมีราวขึ้นมาให้มันเป็นข่าว แต่เขาไม่มีข้อมูลอะไรที่มันเป็นข้อเท็จจริง ใช้การคาดเดาตามสติปัญญาที่เขามี ซึ่งก็พูดตามสิ่งที่เขาคิดออกมา และไม่มีอะไรเกิดขึ้นตามที่เขาคิด กี่เรื่องต่อกี่เรื่องแล้วก็ปล่อยเขาไปเถอะ ผมก็มีหน้าที่ทำตามในสิ่งที่ตนต้องรับผิดชอบ คือการเอาคนผิดมาลงโทษ ปลดคนที่ทุจริต ไม่ให้ได้รับการจ้าง และอำนวยความยุติธรรมให้กับคนที่เข้ามาสอบอย่างสุจริต ซึ่งทุกอย่างมีกรอบของการปฏิบัติหน้าที่ เป็นหน้าที่ของฝ่ายบริหาร”
เชื่อว่า การเปิดชื่อ “นายอนุทิน” ของนายรังสิมันต์ เป้าหมายคือหวังโยงหัวหน้ารัฐบาลเข้ามาเกี่ยวข้อง และคงหวังสร้างความชอบธรรมในการอภิปรายไม่ไว้วางใจหัวหน้ารัฐบาล แต่ก็อาจถูกมองว่า ตั้งข้อสงสัยได้เช่นเดียวกัน ว่าหวังใช้ กมธ.เป็นเครื่องมือทางการเมือง ในการดิสเครดิตฝ่ายตรงข้ามหรือไม่ และหากข้อมูลไม่เป็นความจริง ย่อมส่งผลกระทบต่อความน่าเชื่อถือ

ส่วนกระบวนการตรวจสอบ “โครงการ TH-AI Passport” น.ส.รักชนก ศรีนอก ในฐานะประธานคณะ กมธ.ศึกษาการจัดทำและติดตามการบริหารงบประมาณ กล่าวว่า กมธ.งบฯ นัดประชุมในวันที่ 13 ส.ค.นี้ ได้เชิญนายไชยชนก ชิดชอบ รมว.ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) เป็นครั้งที่ 4 แล้ว ต้องมาดูว่าจะมาหรือไม่ และเชิญบริษัทเอกชนที่รับงาน รวมถึงไมโครซอฟท์ด้วย พรรค ปชน. ตนเอง และนายธีระชาติ ไพรีพ่ายฤทธิ์ ติดตามตลอด ยืนยันทำทุกวิถีทางเท่าที่ตำแหน่ง สส. จะให้เราทำ และน่าจะเห็นปลายทางของเรื่องนี้ จะไปในรูปแบบไหน เพราะหากไปยื่นที่ ป.ป.ช. ก็ดูว่าใครเป็นคนเลือก ป.ป.ช. มา ใครสามารถควบคุมได้ ก็คือ สว. พรรคการเมืองไหนที่ถูกกล่าวหาว่า ฮั้ว สว. สิ่งทำได้ คือนำข้อมูลต่าง ๆ ออกมาให้ประชาชนได้รับทราบ งบประมาณที่เสียภาษีไปนั้น หรือเงินที่เก็บเข้ากองทุน ถูกใช้อย่างคุ้มค่า และมีประสิทธิภาพหรือไม่ หรือส่อไปในทางทุจริตคอร์รัปชันหรือไม่ เมื่อถามว่า ได้เคลียร์ใจกับนายภาวุธ พงษ์วิทยภานุ สส.บัญชีรายชื่อ พรรค ปชน. แล้วหรือไม่ สาเหตุที่ถอยในการตรวจสอบ เพราะโดนคดีหรือไม่ น.ส.รักชนก กล่าวว่า ก็คุยกันได้ปกติ และไม่กล้าไปตอบแทนเขาว่าเป็นเพราะสาเหตุอะไร
แต่มีความเห็นที่น่าสนใจจาก “นายธนารัตน์ กัววัฒนาพันธ์” ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร (CEO) ของ DomeCloud ผู้เชี่ยวชาญด้านซอฟต์แวร์และเทคโนโลยี กล่าวถึงการตัดสินใจเข้าร่วมเป็นวิทยากรในโครงการ TH-AI Passport ท่ามกลางกระแสวิพากษ์วิจารณ์ โดยระบุว่าการทำงานเพื่อตรวจสอบเรื่องนี้มีการสอดประสานกันหลายฝ่าย ขณะที่ “ดร.การดี เลียวไพโรจน์” สส. บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) เดินหน้าผลักดัน ให้ระงับหรือยกเลิกโครงการในชั้นตรวจสัญญา ในชั้นอัยการสูงสุด (อสส.) ที่ยังไม่ลงนาม

แต่มองว่า หากโครงการนี้หลุดรอดไปได้และต้องเดินหน้าต่อ ก็จำเป็นต้องมีคนเข้าไปดักรอข้างหน้า เพื่อกำกับดูแลให้เกิดการใช้งบประมาณอย่างเหมาะสมที่สุด จึงอาสาเข้าไปคลุกวงใน รับหน้าที่วิทยากร เพื่อหาทางผลักดันให้ประชาชน สามารถใช้ประโยชน์จากโครงการนี้ให้ได้มากที่สุดในกรณีที่ไม่สามารถระงับโครงการได้
นายธนารัตน์ กล่าวว่า สำหรับประโยชน์ที่คนไทยจะได้รับจากการผลักดันในครั้งนี้นั้น โครงการได้ถูกออกแบบมาเพื่อลดความเหลื่อมล้ำทางเทคโนโลยี โดยมุ่งเป้าไปที่กลุ่มผู้ที่ไม่เคยใช้งาน AI มาก่อนเป็นหลัก ระบบจึงมีความเรียบง่าย และเข้าใช้งานผ่านหน้าเว็บไซต์ได้ทันที ไม่ถึงขนาดแอดวานซ์ให้โปรแกรมเมอร์ใช้งาน ที่สำคัญคือประชาชนจะได้รับสิทธิในการใช้งาน AI ระดับโปรฟรี โดยไม่ต้องควักกระเป๋าจ่ายเงินแพงถึงเดือนละ 20 ดอลลาร์เพื่อใช้ AI ระดับโลก เพียงแค่เข้าสู่ระบบและเรียนรู้ผ่านคลิปวิดีโอตามเงื่อนไขเพียงเดือนละ 10 นาทีเท่านั้นสามารถใช้ระดับโปรได้และใช้ได้เยอะกว่าเดือนละ 20 ดอลลาร์ด้วย และความเห็นตน ค่อนข้างไปในทางบวกมีประโยชน์และใช้งานได้จริง

น่าสนใจกับความเห็นของ “นายธนารัตน์” ที่ระบุว่า โครงการได้ถูกออกแบบมาเพื่อลดความเหลื่อมล้ำทางเทคโนโลยี โดยมุ่งเป้าไปที่ กลุ่มผู้ที่ไม่เคยใช้งาน AI มาก่อนเป็นหลัก ระบบจึงมีความเรียบง่าย และเข้าใช้งานผ่านหน้าเว็บไซต์ได้ทันที และความเห็นตน ค่อนข้างไปในทางบวกมีประโยชน์และใช้งานได้จริง คำถามคือระหว่างความเห็นนักการเมือง และผู้เชี่ยวชาญ ใครจะน่าเชื่อถือมากกว่ากัน
“ทีมข่าวการเมือง”



