“กำลังศึกษาเรื่องการยื่นอภิปราย ยังไม่ได้กำหนดชัดเจน อาจต้องเริ่มจากอภิปราย ม. 152 ที่ไม่ลงมติก่อน แล้วค่อยไป ม.151 ที่ต้องลงมติหรือไม่ เพราะหากอภิปรายตาม ม.151 แล้วอาจไป ม.152 ไม่ได้ ซึ่งเราต้องคุยกัน แต่มีแน่นอน” เรียกว่าจะอภิปรายทั้งทั่วไปและไม่ไว้วางใจกันเลยทีเดียว
ส่วนกระแสข่าว “พรรคเขียว”พรรคกล้าธรรม จะจับมือกับ “พรรคแดง” พรรคเพื่อไทย ร่วมกันโหวตคว่ำ “นายกฯ หนู”อนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคน้ำเงินนั้น “สส.ไหม” บอกว่า “จริงๆ แล้วถึงไม่มีการดีลระหว่างเขียวกับแดง รัฐบาลก็สั่นคลอนอยู่จากปัญหา 108 พันประการ แต่ไม่ได้มีการมาคุยกับ “สีส้ม”ด้วย ถ้าเฉพาะแดงกับเขียว ก็อาจจะไม่มีผล อาจเป็นไปได้สองทาง ว่า เขียวกับแดง อาจจะเจรจาให้ได้ร่วมรัฐบาลหรือไม่ หรือจะเจรจาเพื่อตั้งรัฐบาลใหม่
อย่างไรก็ตามคงต้องมาคุยกับฝั่งเราด้วยเหมือนกัน ไม่เช่นนั้นสมการทางการเมืองอาจจะไม่ครบถ้วน ส่วนน้ำเงินคงไม่มาคุยกับเรา ในฐานะที่เรากำลังทำงานในฐานะฝ่ายค้าน ได้เห็นข้อบกพร่องของพรรคภูมิใจไทยเยอะมาก เราไม่สามารถเข้าร่วมได้” คำพูดนี้น่าสนใจ เพราะสมการรวมเสียง หากต้องการตั้งรัฐบาลใหม่ ก็ต้องโยกจากน้ำเงินไปส้ม ซึ่งเมื่อตรวจสอบตัวเลข สส.กันแล้ว พบว่า “มันสามารถเปลี่ยนขั้วได้ ถ้าพรรคร่วมเทภูมิใจไทย”
ขณะนี้ในสภา มี สส.พรรคภูมิใจไทย 191 คน ( เพิ่งเสียชีวิตไป 1 คน ) เท่ากับว่า รวมพรรคอื่นๆ ที่ไม่ใช่ภูมิใจไทย จะมีเสียง 308 คน ทีนี้ เมื่อมาดูตัวเลข สส. ประชาชน พรรคส้ม มี 120 คน พรรคเพื่อไทย 74 คน พรรคกล้าธรรม 58 คน เพิ่มพรรคสีฟ้า พรรคประชาธิปัตย์ เข้าไปอีก 21 คน ก็ได้ สส.273 คน พลิกมาเป็นขั้วรัฐบาลได้ ถ้าเพิ่มเสถียรภาพ ก็บวก “พรรคไทรวมพลัง” อีก 6 คน บวกกับ พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เตมียาเวส พรรคเสรีรวมไทย 1 เสียง ส่วน 5 พรรคประชาชาติ ก็น่าจะไปแค่เสียงเดียวคือ พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง ที่ไปทำกิจกรรมอยู่พรรคเพื่อไทย แล้ว
ก็ได้เป็น 281 เสียง ส่วนที่เหลือพรรคเล็ก พรรคน้อย เจรจาได้ทางการเมือง อะไรก็เกิดขึ้นได้ ถ้าผลประโยชน์ลงตัว ถ้าเป็นเช่นนี้ตัวแปรใหญ่สำคัญคือ พรรคส้ม ที่จะเจรจาแดง-เขียว ในทางลับเพื่อขอเสียงกันไว้หรือไม่
แต่อีกกระแสหนึ่ง เชื่อหนักแน่นว่า “ส้มไม่เอาสูตรนี้” หากจะเอาพรรคกล้าธรรมมา จะขัดกับที่เคยหาเสียงไว้โดยตลอด ที่พรรคส้มกับพรรคประชาธิปัตย์พูดชัดว่า “ไม่เอาพรรคกล้าธรรม” ซึ่งคงยากมากถ้าจะเจรจาแค่ว่า ให้พรรคเขียวมาโหวตให้ส้ม เพื่อเปลี่ยนรัฐบาล แต่ไม่ต้องรับเก้าอี้รัฐมนตรี เรียกว่าฝันเอาเถอะ ถ้าเอามาก็จะเจอกรณี “กองเชียร์ส้มคายส้ม” ยกใหญ่ จนยากจะประเมินว่า ดีลที่เกิดขึ้นมันคุ้มหรือไม่??
อีกสูตรหนึ่ง “เขาว่า”แดงกับเขียว ( และส้ม ) ไม่ได้จะตั้งรัฐบาลเอง แต่ถ้าส้มอภิปรายไม่ไว้วางใจ ก็โหวตคว่ำ “นายกฯหนู”เสีย พอต้องตั้งรัฐบาลใหม่ โหวตพรรคส้มมาตั้งรัฐบาลเพื่อยุบสภา หรืออีกสูตร แดงกับเขียวส่งสัญญาณ ไปจนกระทั่งตีฆ้องร้องป่าวก็ได้ ให้ “นายกฯหนู” รู้ตัวว่า ไม่รอด แล้วชิงยุบสภาก่อนยื่นญัตติฯ แต่ถ้าใช้วิธีให้ชิงยุบสภา จะทำให้ญัตติแก้ไขรัฐธรรมนูญล่าช้าออกไปอีก อีกทั้งผลเลือกตั้งก็ทำนายไม่ได้ว่า ส้มชนะหรือไม่?
เรื่องดีลทางการเมืองยังเป็นเรื่องต้องฟังหูไว้หู เพราะเผลอๆ นี่คือการแอบโยนหินถามทาง และเชคกระแสว่า ถ้าเกิดเหตุการณ์ มีการประเมินฉากทัศน์อย่างไร เบื้องต้นเอาแค่ว่า เปิดสมัยประชุมมา ฝ่ายค้านก็เตรียมยื่นญัตติ คนที่คาดว่า โดนแน่ คือ “นายกฯหนู” “โกเกี๊ยะ”พิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกฯ และ รมว.คมนาคม เกี่ยวกับเรื่องที่เคยกำกับดูแลราคาน้ำมัน “เลขานก” ไชยชนก ชิดชอบ รมว.ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ผู้เป็นศูนย์กลางลูกเทพ
เปิดสภาฯรอบนี้ “รัฐบาล” จะถูกจับตาเข้มข้น ส่วน “ฝ่ายค้าน” ก็ต้องหาประเด็นมา “จัดหนัก” อยู่แล้ว เพื่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง!!



