เมื่อวันที่ 30 ก.ค. 2569 นายเรืองไกร ลีกิจวัฒนะ เปิดเผยว่า วันนี้ได้ส่งหนังสือทางไปรษณีย์ EMS เพื่อขอให้ ป.ป.ช. ตรวจสอบบัญชีทรัพย์สินและหนี้สิน ของนายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ นายภาวุธ พงษ์วิทยภานุ น.ส.ศิริกัญญา ตันสกุล และนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ กรณีเข้ารับตำแหน่ง สส. เมื่อวันที่ 15 มีนาคม 2569 ว่ามีการยื่นโดยเป็นไปตาม พ.ร.ป.ว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2561 มาตรา 114 หรือไม่

นายเรืองไกร กล่าวว่า เมื่อวันที่ 27 ก.ค. 69 ตนไปเองเพื่อตรวจบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินที่ ป.ป.ช. สนามบินน้ำ พบมีแฟ้มเอกสารจำนวนมาก หลายกอง ไล่รายชื่อแล้วสนใจ 4 คน คือ นายณัฐพงษ์ นายภาวุธ น.ส.ศิริกัญญา และนายอภิสิทธิ์ เมื่อเปิดดูแบบการยื่นภาษีของแต่ละคน (ภงด.90) สำหรับเงินได้ ปี 2568 มีข้อมูลการขอผ่อนชำระภาษีที่ควรแจ้งเป็นหนี้สิน หรือการขอคืนภาษีที่ควรแจ้งเป็นทรัพย์สินต่อ ป.ป.ช. หรือมีค่าภาษีที่ควรแจ้ง ป.ป.ช. ในรายจ่าย แต่หามีไม่ จึงได้จดข้อมูล ภงด.90 กลับมา เนื่องจากไม่สามารถถ่ายรูปเอกสารได้

นายเรืองไกร กล่าวว่า ทั้ง 4 คนที่พบข้อมูลการเสียภาษีจากแบบ ภงด.90 สรุปได้ดังนี้

กรณีนายณัฐพงษ์ พบว่ามีค่าภาษีที่ต้องชำระ 235,219 บาท จ่ายงวดแรกพร้อมการยื่นแบบ 78,407 บาท จึงมีหนี้จากการขอผ่อนชำระภาษีจำนวน 156,812 บาท ซึ่งควรแสดงเป็นรายการหนี้สินอื่น ณ วันที่ 15 มีนาคม 2569 แต่เมื่อไปดูรายการหนี้สินอื่น กลับไม่มีการแจ้งหนี้ภาษีไว้ในส่วนของหนี้สินอื่น ทั้งนี้ ในหน้ารายจ่าย แสดงเงินได้พึงประเมินตามประมวลรัษฎากรไว้จำนวน 2,754,209.04 บาท ไม่ตรงกับแบบ ภงด.90

กรณี น.ส.ศิริกัญญา พบว่ามีการใช้สิทธิตามประมวลรัษฎากร มาตรา 27 ตรี เพื่อขอคืนภาษีเป็นจำนวนเงิน 48,500.46 บาท ซึ่งสิทธิดังกล่าวควรแสดงเป็นรายการสิทธิหรือสัมปทาน ณ วันที่ 15 มีนาคม 2569 แต่เมื่อไปดูรายการสิทธิหรือสัมปทาน กลับไม่มีการแจ้งการใช้สิทธิขอคืนเงินภาษีดังกล่าวไว้ในส่วนของสิทธิหรือสัมปทาน ทั้งนี้ ในหน้ารายจ่าย แสดงเงินได้พึงประเมินตามประมวลรัษฎากรไว้จำนวน 1,289,455.48 บาท ไม่ตรงกับแบบ ภงด.90

กรณีคู่สมรสนายภาวุธ พบว่ามีการใช้สิทธิตามประมวลรัษฎากร มาตรา 27 ตรี เพื่อขอคืนภาษีเป็นจำนวนเงิน 76,110.55 บาท ซึ่งสิทธิดังกล่าวควรแสดงเป็นรายการสิทธิหรือสัมปทาน ณ วันที่ 15 มีนาคม 2569 แต่เมื่อไปดูรายการสิทธิหรือสัมปทาน กลับไม่มีการแจ้งการใช้สิทธิขอคืนเงินภาษีดังกล่าวไว้ในส่วนของสิทธิหรือสัมปทาน ทั้งนี้ ในหน้ารายจ่าย แสดงเงินได้พึงประเมินตามประมวลรัษฎากรของนายภาวุธ พงษ์วิทยภานุ ไว้จำนวน 3,580,767.63 บาท ไม่ตรงกับแบบ ภงด.90

กรณีนายอภิสิทธิ์ พบว่ามีการชำระภาษีเพิ่มเติมจำนวน 715,465.94 บาท ซึ่งควรแสดงรายการดังกล่าวในบัญชีรายจ่ายไว้ในการยื่นบัญชี ณ วันที่ 15 มีนาคม 2569 ด้วย แต่เมื่อไปดูรายจ่ายที่แจ้งต่อ ป.ป.ช. มีรายการเดียว คือ ค่าใช้จ่ายส่วนบุคคลโดยประมาณ 600,000 บาท ไว้ในการยื่นบัญชี ณ วันที่ 15 มีนาคม 2569 ซึ่งรายจ่าย 600,000 บาทต่ำกว่ายอดภาษีที่ชำระ ดังนั้น เมื่อยื่นแบบเสียภาษีวันที่ 24 มี.ค. 2569 เงินที่ชำระภาษีเพิ่มเติมจำนวน 715,465.94 บาท จึงเกิดขึ้นหลังจากวันที่ 15 มี.ค. 2569 กรณี จึงควรตรวจสอบว่า เงินภาษีที่ชำระเพิ่มเติม ทำไมไม่มีแจ้งไว้ในรายจ่ายที่ยื่น ป.ป.ช. เมื่อวันที่ 12 พ.ค. 69 และเงินดังกล่าวสัมพันธ์กับบัญชีทรัพย์สินหรือหนี้สินใด ทั้งนี้ ในหน้ารายจ่าย แสดงเงินได้พึงประเมินตามประมวลรัษฎากรไว้จำนวน 7,064,698.56 บาท ตรงกับแบบ ภงด.90

นายเรืองไกร กล่าวว่า จากการเก็บข้อมูลบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินกรณี สส. พ้นจากตำแหน่งเมื่อ 12 ธ.ค. 68 และกรณีเข้ารับตำแหน่งเมื่อ 15 มี.ค. 69 ที่ ป.ป.ช. เปิดเผยไว้แล้วประมาณ 600 กว่าราย มีข้อสังเกตเกี่ยวกับยื่นบัญชีทรัพย์สินและหนี้สิน รายได้ รายจ่าย เงินได้พึงประเมิน จำนวนมาก ต้องเรียงชื่อและจดข้อสังเกตไว้ใน Excel เพื่อรอไว้ตรวจสอบกับบัญชีที่เหลืออีกประมาณ 400 รายที่ยังไม่เปิดเผยในเว็บ ป.ป.ช. ซึ่งบางรายยังไม่เปิดเผย เมื่อถามเจ้าหน้าที่ ป.ป.ช. ที่ไปเฝ้าการจดข้อมูลว่าเหตุใดยังไม่มีการเปิดเผย เขาบอกว่า บางรายยังไม่มีการเปิดเผยจริง แต่ชี้แจงเหตุผลไม่ได้  

นายเรืองไกร กล่าวทิ้งท้ายว่า รายชื่อ สส. มีประมาณ 1,000 ราย ประกอบด้วย 500 รายจากการยุบสภา วันที่ 12 ธ.ค. 69 อีก 500 ราย จากการเลือกตั้ง วันที่  8 ก.พ. 69 ทุกรายจะได้รับการเก็บข้อมูลเพื่อรอตรวจสอบต่อไป รายใดมีข้อมูลเพียงพอจะร้องให้ ป.ป.ช. ตรวจสอบโดยเร็ว.