สำนักข่าวบีบีซีรายงานถึงผลกระทบด้านการเงินต่อฝ่ายต่างๆ เกี่ยวกับฟุตบอลโลก 2026 ที่เดินทางมาถึงรอบชิงชนะเลิศในวันอาทิตย์ที่ 19 ก.ค. นี้ ระบุว่า ฟีฟ่า เป็นหนึ่งในผู้ชนะอย่างแท้จริง โดยในฟุตบอลโลก 2022 ฟีฟ่า ทำรายได้เป็นสถิติสูงสุดถึง 7.6 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ แต่ฟุตบอลโลก 2026 ที่เพิ่มจาก 32 เป็น 48 ทีม คาดว่าจะทำลายสถิติกระจุย ด้วยรายได้ใกล้เคียง 13 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ

เช่นเดียวกับผู้ซื้อลิขสิทธิ์ก็เป็นผู้ชนะ แม้ต้องจ่ายเงินมหาศาลให้ฟีฟ่า แต่ฟีฟ่าก็ตอบแทนด้วยการเพิ่มช่วงพักดื่มน้ำในแต่ละครึ่งจาก 104 แมตช์ กลายเป็นโอกาสให้หารายได้โฆษณาเพิ่มอีก โดยฟ็อกซ์ สปอร์ตส์ ของสหรัฐ จ่ายเงินซื้อฟุตบอลโลก 485 ล้านดอลลาร์สหรัฐ แต่ลำพังแค่ช่วงดื่มน้ำก็ได้เงินแล้ว 250 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ไม่รวมกับโฆษณาช่วงก่อนเกม ช่วงพักครึ่ง จึงคาดว่างานนี้ทำให้สถานีฟันกำไรกระจุย!

ผู้ชนะอีกรายคือบริษัทรับแทงพนัน โดยบริษัทบริการทางการเงินที่เกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรมการพนันคาดการณ์ว่าทัวร์นาเมนต์นี้มีเงินเดิมพันสะพัดถึง 50,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือแมตช์ละประมาณ 500 ล้านดอลลาร์สหรัฐ

นอกจากเหตุผลที่แมตช์เพิ่มขึ้นแล้ว ยังเพราะตลาดพนันในสหรัฐอเมริกาและบราซิลกำลังเติบโต อีกทั้งการเดิมพันทำได้ตลอดเวลา ไม่ใช่แค่ก่อนเริ่มแข่งเท่านั้น โดยในปี 2018 การพนันกีฬาถูกกฎหมายเฉพาะในรัฐเนวาดา แต่เป็นการปูทางให้หลายรัฐออกกฎหมายอนุญาตให้มีการพนันกีฬาได้และจึงมีนักเดิมพันเพิ่มมากขึ้น

แต่สำหรับ “แฟนบอล” อาจเป็นผู้แพ้ที่สำคัญ พวกเขาอาจสนุกกับการแข่งขัน แต่เรื่องการเงินอาจไม่ใช่ เพราะวิธีการกำหนดราคาของฟีฟ่าทำให้บอลโลกครั้งนี้ ตั๋วแพงมาก แพงชนิดแม้แต่ประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ยังยอมรับว่าเป็นตนก็ไม่จ่าย เมื่อถูกถามเกี่ยวกับราคาตั๋ว 3 หมื่นกว่าบาทในนัดกับปารากวัย ส่วนตั๋วรอบชิงชนะเลิศมีราคาเสนอขายอย่างเป็นทางการที่ 1.1 ล้านบาท ในขณะที่ราคารีเซลบางแห่งราคาสูงกว่า 67 ล้านบาท ซึ่งนอกเหนือจากตั๋วแล้ว แฟนๆ ยังต้องแบกรับภาระค่าใช้จ่ายที่สูงขึ้นจากเที่ยวบิน อาหาร และที่พักด้วย

ส่วนเมืองเจ้าภาพทั้ง 16 แห่ง นักวิจัยด้านการจัดการจากมหาวิทยาลัยออกซฟอร์ด ชี้ว่าผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจในระยะยาวนั้นมีน้อยมาก เพราะตัวเลขนักท่องเที่ยวจะลดดิ่งเหวหลังบอลโลก อัตราจ้างงานที่เพิ่มขึ้นก็แค่ชั่วคราว และเป็นเพียงงานที่มีค่าจ้างต่ำในภาคการบริการ

ขณะที่ความต้องการห้องพักโรงแรมที่คาดการณ์ไว้ก็ไม่ได้เกิดขึ้นจริง หน่วยงานในอุตสาหกรรมรายงานว่ายอดจองในเมืองเจ้าภาพปีนี้ต่ำกว่าปีที่แล้ว เช่น แวนคูเวอร์ ที่เป็นเจ้าภาพถึง 7 เกมในแคนาดา โรงแรมไม่ได้เต็มตลอด 40 วัน ความต้องการสูงขึ้นแค่บางวัน

สมาคมโรงแรมและที่พักในอเมริกา (AHLA) ยังโจมตีฟีฟ่าว่าจองห้องพักมากเกินไป เป็นการสร้างความต้องการปลอม ดันราคาโรงแรมพุ่งสูง แล้วก็ยกเลิกภายหลัง