นายสมบัติ กิจจาลักษณ์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ทางด่วนและรถไฟฟ้ากรุงเทพ จำกัด (มหาชน) หรือ BEM เปิดเผยว่า หลังจากที่ BEM ได้เปิดให้ใช้บัตร EMV Contactless (บัตรเครดิต / เดบิต / พรีเพด และ Mangmoom EMV) เพื่อการเดินทางด้วยรถไฟฟ้าสายสีน้ำเงิน และสายสีม่วงอย่างเต็มระบบ ตั้งแต่วันที่ 1 มิ.ย. 2569 พบว่า มีผู้มาใช้บัตร EMV เพิ่มมากขึ้นถึง 60% เมื่อเทียบกับการชำระเงินในรูปแบบอื่นๆ แสดงให้เห็นถึงการตอบรับที่ดีของผู้ใช้บริการ ขณะเดียวกันประตูจัดเก็บค่าโดยสารอัตโนมัติ (Gate) ทั้งหมดในทุกสถานีสามารถแตะบัตร EMV Contactless ได้ทุกช่องทาง ช่วยเพิ่มความสะดวกรวดเร็วในการเดินทาง และส่งเสริมการเชื่อมต่อการเดินทางระหว่างโครงข่ายรถไฟฟ้าให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้นในระยะยาว

นายสมบัติ กล่าวอีกว่า การที่ BEM เปิดใช้ระบบ EMV Contactless เต็มรูปแบบถือเป็นฟันเฟืองสำคัญในการรองรับนโยบายของรัฐบาลเรื่องตั๋วร่วม และอัตราโดยสารร่วม 17-45 บาทต่อเที่ยว โดยไม่คิดค่าแรกเข้าซ้ำซ้อนกรณีเปลี่ยนสายที่คาดว่ารัฐบาลจะเริ่มใช้วันที่ 1 ม.ค. 2570 ซึ่งผู้โดยสารจะต้องชำระค่าโดยสารผ่านบัตร EMV Contactless เท่านั้น ความพร้อมของ BEM ดังกล่าวไม่เพียงสนับสนุนการขับเคลื่อนนโยบายตั๋วร่วมให้เกิดขึ้นได้อย่างเป็นรูปธรรม แต่ยังสนองนโยบายรัฐบาลเรื่องมาตรการลดค่าครองชีพด้านการเดินทางของประชาชนด้วย

นายสมบัติ กล่าวต่อว่า นอกจากนี้ BEM ยังมีปัจจัยหนุนระยะยาวที่เป็น Growth Driver สำคัญจากการเตรียมเปิดให้บริการโครงการรถไฟฟ้าสายสีส้มฝั่งตะวันออกที่คาดว่าจะเปิดทดลองเดินรถได้ในปลายปี 2570 โดยคาดการณ์ว่าจะรองรับผู้โดยสารได้ถึง 1 แสนเที่ยว/วัน ในระยะแรก และจะเพิ่มเป็น 3 แสนเที่ยว/วัน เมื่อโครงการรถไฟฟ้าสายสีส้มเปิดให้บริการฝั่งตะวันตกในปี 2573 และรองรับระบบ EMV Contactless เต็มรูปแบบเช่นเดียวกัน รวมทั้งบริษัทยังได้จัดหาขบวนรถไฟฟ้าเพิ่มเติมสำหรับสายสีน้ำเงินจำนวน 21 ขบวน เพื่อรองรับจำนวนผู้โดยสารที่เพิ่มขึ้นจากการเชื่อมโครงข่ายรถไฟฟ้าในอนาคต

นายสมบัติ กล่าวด้วยว่า ด้านการยกระดับบริการ EMV Contactless บริษัทอยู่ระหว่างการร่วมมือกับการรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.) และธนาคารกรุงไทย ซึ่งเป็นผู้ให้บริการระบบ ในการรวบรวมข้อจำกัดต่างๆ เพื่อนำมาปรับปรุงระบบเพื่อให้ได้มาตรฐาน ตอบสนองการใช้งานของผู้โดยสารได้อย่างมีประสิทธิภาพ และผู้โดยสารได้รับความสะดวกรวดเร็วในการเดินทาง.