ทั้งนี้ กรณีที่กำลังเป็นกระแสดราม่าติดต่อกันระหว่าง “คนดังกับแฟนคลับ” ที่เพิ่งเกิดขึ้นล่าสุดจากสองกรณีข้างต้นนั้น เหตุการณ์ลักษณะนี้ไม่ใช่เพิ่งเคยเกิดครั้งแรก แต่ที่ผ่านมาเคยเป็นกระแสอยู่เนือง ๆ จนทำให้หลายคนมีปุจฉาถึง “ความสัมพันธ์” ในลักษณะดังกล่าว โดยกับ “มุมความสัมพันธ์” ของ “ด้อม” แบบนี้นั้น ก็มีนักจิตวิทยาให้ความสนใจศึกษา เพื่อค้นหาและอธิบายเกี่ยวกับ

ความสัมพันธ์แบบด้อม” ในรูปแบบดัวกล่าว

ในฐานะเป็น… “อีกหนึ่งปรากฏการณ์สังคม”

ที่ถูกพัฒนาไปตาม “ยุคโซเชียลสังคมดิจิทัล”

สำหรับคำอธิบาย “ปรากฏการณ์ความสัมพันธ์” หรือ “รักแบบด้อมยุคใหม่” หรือความชื่นชอบคลั่งไคล้ที่คนทั่วไปมีต่อศิลปิน ดารา คนมีชื่อเสียง ที่ปัจจุบันนี้ดูจะมีพัฒนาการแตกต่างจากยุคอดีต ที่ทาง ทีมสกู๊ปเดลินิวส์” จะสะท้อนต่อข้อมูล…สำหรับปรากฏการณ์นี้มีการสะท้อนไว้ผ่านรายการออนไลน์ที่จัดโดย คณะจิตวิทยา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ซึ่งมีผู้ร่วมรายการ ประกอบด้วย ผศ.ดร.หยกฟ้า อิศรานนท์ อาจารย์แขนงวิชาจิตวิทยาสังคม และนิสิตชั้นปีที่ 4 คณะจิตวิทยา คือ นัทธ์ชนัน สังฆรักษ์ กับ วรินธา วิจิตรวรศาสตร์ ซึ่งได้มีการวิเคราะห์เกี่ยวกับ “ความสัมพันธ์ของด้อมยุคใหม่”ผ่าน “มุมมองทางจิตวิทยา” โดยได้มีการสะท้อนให้เห็นว่า… พฤติกรรมความคลั่งไคล้ในยุคนี้ก้าวข้ามเส้นไปไกลมากจากในอดีต!!

จนกลายเป็นประเด็นถกเถียงขึ้นมาบ่อย ๆ

ทั้งนี้ สำหรับ “ความสัมพันธ์แบบแฟนคลับ” ที่มีหลายคนมองว่า… ปัจจุบันดูจะมีการแสดงออกที่บางครั้งดูจะเลยเถิด หรือก้าวข้ามเส้นจากความสัมพันธ์แบบแฟนคลับไปไกลมากนั้น กับคำอธิบายถึง “รักแบบด้อมยุคใหม่” ก็มีคำอธิบายในทางจิตวิทยาไว้น่าสนใจผ่านรายการออนไลน์วิชาการโดยคณะจิตวิทยา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ที่นำมุมมองทางจิตวิทยาสังคมมาจับกระแสดังกล่าว ซึ่งจากการวิเคราะห์ของ ผศ.ดร.หยกฟ้า อิศรานนท์ อาจารย์ประจำแขนงวิชาจิตวิทยาสังคม ร่วมกับ นัทธ์ชนัน สังฆรักษ์ และ วรินธา วิจิตรวรศาสตร์ นิสิตชั้นปีที่ 4 คณะจิตวิทยา ได้สะท้อนในประเด็นเรื่องนี้ไว้ โดยระบุว่า…

ความสัมพันธ์ของชาวด้อมยุคใหม่” นี้ มีความใกล้เคียงกับคำศัพท์ทางวิชาการที่ถูกนิยามไว้ว่า “พาราโซเชียล รีเลชั่นชิป” (Parasocial Relationship) หรือ ความสัมพันธ์แบบฝ่ายเดียว ที่บุคคลหนึ่งสร้างขึ้นมาด้วยตัวเอง เพื่อแสดงออกซึ่งความรักและความชอบต่อคนมีชื่อเสียง โดยมีความคาดหวังลึก ๆ ว่า… ศิลปินที่ตนชื่นชอบนั้น จะมองเห็นความรักที่ตนส่งไปให้ในสักวัน ซึ่งถ้าหากจะอธิบายให้เข้าใจง่ายขึ้น นัทธ์ชนัน สังฆรักษ์ ได้ให้คำนิยามในภาษาไทยเอาไว้ว่า… คือ “ความสัมพันธ์แบบกึ่งมีส่วนร่วมทางสังคม” ซึ่งมักจะเกิดขึ้นกับคนที่แอบชอบฝ่ายเดียว หรือเป็นความผูกพันข้างเดียวที่เกิดขึ้น โดยที่อีกฝ่ายอาจจะไม่ได้รับรู้หรือตอบสนองในระดับเดียวกัน ซึ่งแต่เดิมความสัมพันธ์นี้ก็มีอยู่ทุกยุคสมัย แต่ในยุคที่แพลตฟอร์มออนไลน์เข้าถึงง่าย กลไกของเทคโนโลยีจึงเป็นสะพานเชื่อม ที่ทำให้ความรู้สึกผูกพันนี้เข้มข้นและมีความถี่มากขึ้น

มากกว่าแฟนคลับในยุคอดีตหลายเท่าตัว

และปัจจัยสำคัญที่กระตุ้นให้พฤติกรรมพาราโซเชียลฯ พุ่งสูงขึ้นนั้น คือการติดต่อสื่อสารที่รวดเร็ว สื่อโซเชียลทำให้แฟนคลับเกิดความรู้สึกว่า… ตนเองมีสิทธิ์ที่จะรับรู้และเข้าใจวิถีชีวิตของศิลปินที่ตนติดตามได้ตลอดเวลา ซึ่งอดีตไม่เคยมีช่องทางลักษณะนี้มาก่อน ซึ่งสิ่งเหล่านี้ได้ทำลายกำแพงระหว่างดารากับแฟนคลับ และส่งผลให้ด้อมรู้สึกใกล้ชิดยิ่งขึ้น ทว่า ความใกล้ชิดที่มากเกินพอดีผ่านหน้าจอนั้น ย่อมนำมาซึ่งคำถามที่ว่า… ปัจจัยเหล่านี้จะยิ่งเพิ่มความเสี่ยงให้เกิดการรุกล้ำและล้ำเส้นความสัมพันธ์หรือไม่ ซึ่งประเด็นนี้ วรินธา วิจิตรวรศาสตร์ ให้ความเห็นว่า… การไลฟ์สดของศิลปิน” ช่วยเพิ่มความนิยมและจำนวนผู้ติดตาม ซึ่งส่งผลดีต่อตัวศิลปินในแง่ของมูลค่าทางการตลาด แต่ในมุมกลับกัน ความรักที่มากล้นจนเกินขอบเขตของชาวด้อมบางส่วน ก็กลายเป็นดาบสองคม ที่ทำให้แฟนคลับบางรายอาจจะแยกแยะไม่ออกระหว่างเรื่องส่วนตัวในโลกจริง กับภาพลักษณ์ในจอ ซึ่งทำให้ปัญหาจะเกิดขึ้นทันที เมื่อแฟนคลับบางคนนั้นเริ่มทึกทักและคิดไปเองว่า… ตนเองมีอำนาจหรือมีโอกาสที่จะเข้าไปช่วยจัดการวิถีชีวิตส่วนตัว ให้กับศิลปินดาราที่ตนรักจนเกินความพอดี

สำหรับประเด็นในเรื่องนี้ ทาง ผศ.ดร.หยกฟ้า ได้กล่าวเสริมว่า… ปัจจุบันฐานแฟนคลับคือสิ่งสำคัญในการรักษาเรตติ้ง ศิลปินจึงจำเป็นต้องใช้โซเชียลมีเดียในการสื่อสารและรักษาฐานความนิยมเอาไว้เสมอ แต่พฤติกรรมการรุกล้ำความเป็นส่วนตัวที่เพิ่มมากขึ้นในปัจจุบันนั้น ถือเป็นสัญญาณอันตรายของความสัมพันธ์ที่มีปัญหา และเพื่อความเข้าใจที่ลึกซึ้งยิ่งขึ้น จึงได้มีการจำแนก พฤติกรรมของแฟนคลับในยุคปัจจุบัน ออกเป็น 4ระดับ” ด้วยกัน กล่าวคือ…

ระดับที่ 1 แฟนคลับที่รู้เพียงผิวเผิน” ซึ่งส่วนใหญ่เป็นกลุ่มคนหน้าใหม่ที่เพิ่งติดตาม ขยับขึ้นมาเป็น ระดับที่ 2 แฟนคลับที่เริ่มอุทิศตัว” กลุ่มนี้จะเริ่มติดตามศิลปินมากขึ้น มีการมองหากิจกรรมต่าง ๆ เพื่อเข้าร่วม เพื่อให้ตนเองได้มีโอกาสใกล้ชิดกับศิลปินคนโปรด มากกว่าการนั่งมองหรือส่องดู ความเคลื่อนไหวผ่านทางหน้าจอโทรศัพท์มือถือเพียงอย่างเดียว เมื่อความชอบพุ่งสูงขึ้น ก็จะก้าวเข้าสู่ ระดับที่ 3 แฟนคลับที่เริ่มทุ่มเทกายใจ” ซึ่งเป็นขั้นที่ชาวด้อมจะขยายขอบเขตการติดตาม จากเดิมที่อยู่เพียงในพื้นที่กิจกรรมหลัก หรือตามงานอีเวนต์ต่าง ๆ ก็จะเริ่มพัฒนาพฤติกรรมไปสู่การพยายามไปดักรอพบเจอ ตามสถานที่ต่าง ๆ ที่ศิลปินเดินทางไปปฏิบัติภารกิจส่วนตัวหรือภารกิจอื่น ๆ นอกเหนือจากงาน

และจากในระดับที่ 3 ที่แฟนคลับบางกลุ่มได้แสดงออกด้วยการเดินทางไปเฝ้ารอนี้เอง ที่กลาย“เป็นจุดเชื่อมต่อ” ที่จะนำไปสู่พฤติกรรมในระดับถัดไป คือระดับที่ 4 “แฟนคลับที่เริ่มล้ำเส้น” ซึ่งเป็นการแสดงออกด้วยพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมอย่างรุนแรง เช่น การสะกดรอยตามศิลปินไปในพื้นที่ส่วนตัว ซึ่งพฤติกรรมลักษณะนี้ ในต่างประเทศเช่นเกาหลีใต้มีการบัญญัติศัพท์เฉพาะเพื่อเรียกกลุ่มแฟนคลับที่มีพฤติกรรมรักร้าย ๆ คลั่งไคล้จนขาดสติเช่นนี้ว่า “ซาแซงแฟน” ที่เป็น “ความสัมพันธ์เป็นพิษ” ที่สร้างความทุกข์ใจให้ศิลปินและคนดัง อย่างไรก็ตาม แม้ความสัมพันธ์แบบพาราโซเชียลฯ จะดูเป็นรักร้าย ๆ แต่ก็ใช่ว่ารักแบบด้อมจะไร้ข้อดี เพราะหากแฟนคลับควบคุมและรักษาระดับความคลั่งไคล้ให้อยู่ในขอบเขตเหมาะสมได้ จะมีประโยชน์ในการ “ฮีลใจ” ได้อย่างมาก โดยเฉพาะแฟนคลับที่กำลังเผชิญกับภาวะอารมณ์ที่ย่ำแย่ หรือมีปัญหาชีวิตอยู่ จน ทำให้สามารถกลับมามีกำลังใจดำเนินชีวิต…นี่เป็นคำแนะนำน่าพิจารณา เพื่อให้เกิดประโยชน์จาก…

สัมพันธ์แบบรักข้างเดียว” หรือ “รักแบบด้อม”

ที่ถ้าล้ำเส้นหรือทึกทักรักมากไปจะเป็นปัญหา

แต่ถ้า “รักเหมาะสม” กรณีนี้จะ “เป็นประโยชน์”.

ทีมสกู๊ปเดลินิวส์