ปัจจุบันปัญญาประดิษฐ์ (AI) กำลังเข้ามาเปลี่ยนวิธีทำงานของผู้คนทั่วโลก ตั้งแต่การวิเคราะห์ข้อมูล การเขียนโปรแกรม การสร้างสรรค์คอนเทนต์ ไปจนถึงการตัดสินใจเชิงธุรกิจ ระบบการศึกษาทั่วโลกก็เริ่มเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่เช่นกัน เพราะสิ่งที่นายจ้างต้องการในวันนี้ ไม่ใช่เพียงผู้ที่ทำข้อสอบได้คะแนนสูง แต่คือคนที่สามารถคิดวิเคราะห์ แก้ปัญหา ทำงานร่วมกับผู้อื่น และเรียนรู้สิ่งใหม่ได้ตลอดชีวิต

คำถามสำคัญจึงไม่ใช่ว่า “เด็กจะใช้ AI เป็นหรือไม่” แต่คือ “ระบบการศึกษาไทยกำลังเตรียมเด็กให้พร้อมสำหรับโลกที่ AI เป็นส่วนหนึ่งของชีวิตจริงแล้วหรือยัง”

คำถามนี้กลายเป็นหัวใจของเวทีเสวนา “ผู้ปกครองไทยพร้อมหรือยัง? ระบบการศึกษาไทยกำลังถูก Disrupt ถึงเวลา Set Zero การศึกษาไทยหรือไม่”ซึ่งจัดโดย Westminster College Bangkok โดยเปิดพื้นที่ให้ตัวแทนแต่ละภาคส่วนที่เกี่ยวข้องกับอนาคตของเด็กไทยได้ร่วมแลกเปลี่ยน ทั้งภาคนโยบายการศึกษา ภาคมหาวิทยาลัย ภาคธุรกิจในฐานะนายจ้าง และภาคผู้ปกครอง แม้ทุกคนจะมองจากคนละแง่มุม แต่กลับได้ข้อสรุปที่ตรงกันว่า การศึกษาไทยไม่จำเป็นต้อง “เริ่มต้นใหม่ทั้งหมด (Set Zero)” แต่ต้องออกแบบใหม่ ให้ทันโลก

นายตรีณัฐ ใจยะสาร ซีอีโอ เวสท์มินส์เตอร์ อินเตอร์เนชั่นเนล กรุ๊ป เปิดเผยว่า โลกเปลี่ยนเร็วที่สุดในประวัติศาสตร์ แต่หลายห้องเรียนไทยยังใช้วิธีสอนแบบเดิมเมื่อหลายสิบปีก่อน วันนี้ AI ค้นหาและประมวลผลข้อมูลเร็วกว่ามนุษย์ สิ่งที่ทำให้เด็กแตกต่างจึงไม่ใช่ความจำ แต่คือความสามารถในการคิด วิเคราะห์ สร้างสรรค์ และนำความรู้ไปแก้ปัญหาในชีวิตจริง

สอดคล้องกับ ดร.บัณฑิตย์ ศรีพุทธางกูร หัวหน้าผู้ตรวจราชการกระทรวงศึกษาธิการ กล่าวว่า กฎหมายและหลักสูตรไทยเปลี่ยนครั้งหนึ่งใช้เวลาเป็นสิบปี ขณะที่เทคโนโลยีเปลี่ยนทุกวินาที ทางออกจึงไม่ใช่การวิ่งไล่ตามเนื้อหา แต่ต้องเปลี่ยน “กระบวนการเรียนรู้” ให้เปิดกว้างและยืดหยุ่น เพื่อติดอาวุธวิธีคิดให้เด็กอยู่รอดในโลกที่ไม่แน่นอน

เสียงสะท้อนจากมหาวิทยาลัยและนายจ้าง

ด้าน รศ.ธีรวัฒน์ ประกอบผล จากสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง (สจล.) กล่าวว่า ความจริงน่าคิดว่า AI กำลังแบ่งเด็กเป็นสองกลุ่ม กลุ่มแรกใช้ AI ทำงานส่งโดยไม่เข้าใจ กับอีกกลุ่มที่ใช้ AI ต่อยอดความคิด ซึ่งความแตกต่างอยู่ที่พื้นฐานการคิดว่าจะรู้เท่าทัน AI หรือไม่ พร้อมย้ำว่า

“เราต้องสอนเด็กให้ทำเป็น ไม่ใช่สอนให้เก่งทำโจทย์ เพราะถ้าเก่งแค่ทำโจทย์ AI ก็ทำแทนได้ เกรดเป็นเพียงเครื่องบอกว่าเด็กผ่านอะไรมา แต่มหาวิทยาลัยและสถานประกอบการยุคนี้ต้องการคนที่มีสมรรถนะทำได้จริง”

ขณะที่ นายอรรฆรัตน์ นิติพน ตัวแทนภาคธุรกิจ กล่าวว่า ปัญหาของเด็กจบใหม่ไม่ใช่ขาดความรู้ แต่ขาดความสามารถในการสร้างผลลัพธ์และความรับผิดชอบ หลายคนอ้างว่าถาม AI มาแล้ว แต่ในโลกธุรกิจ AI ไม่ได้มาร่วมรับผิดชอบความผิดพลาด สิ่งที่นายจ้างมองหาจึงเป็นคนที่มีความรับผิดชอบและพร้อมพัฒนาตัวเอง

ทางเลือกใหม่ “หลักสูตร BTEC” เรียนจบใน 1 ปี

เมื่อโจทย์ใหญ่คือคำว่า “ทำเป็น” Westminster College Bangkok จึงได้นำคุณวุฒิระดับมัธยมปลายจากอังกฤษ Pearson BTEC International Level 3 Extended Diploma มาเปิดสอนในไทย ชูจุดเด่นเน้นการเรียนรู้จากการปฏิบัติจริง (Applied & Project-Based Learning) ทำโครงงานเพื่อสร้าง Portfolio แทนการนั่งสอบท่องจำ โดยเปิดในสาขา Business, Engineering และ Engineering & Design

สำหรับประเด็นที่ว่า “เรียนจบใน 1 ปี เร็วเกินไปหรือไม่?” นายตรีณัฐ ชี้แจงชัดเจนว่า ไม่ใช่การลดมาตรฐานหรือย่นเนื้อหาแต่เป็นการตัดกิจกรรมที่ไม่ใช่เนื้อหาแกนหลักออก ซึ่งเมื่อคำนวณชั่วโมงเรียนวิชาหลักจริงๆ จะอยู่ที่ราว 1,500 ชั่วโมง ซึ่งสามารถบริหารจัดการให้จบได้ใน 1 ปีหากเด็กพร้อม โดยวุฒินี้เทียบเท่า ม.6 สามารถใช้ยื่นต่อมหาวิทยาลัยชั้นนำในไทยผ่านระบบ TCAS และมหาวิทยาลัยทั่วโลกได้