วันที่ 8 ก.ค. รายงานข่าวจากทำเนียบรัฐบาล เปิดเผยว่า ในการประชุมคณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชนเพื่อแก้ไขปัญหาทางเศรษฐกิจ (กรอ.) นายวิทัย รัตนากร ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ได้รายงานต่อที่ประชุม กรอ. ให้ทราบถึงข้อมูลจากการติดตามของ ธปท. พบว่าเศรษฐกิจไทยมีความยืดหยุ่นมากกว่าที่หลายฝ่ายเคยประเมินไว้ และภาพรวมไม่ได้อ่อนแรงอย่างที่หลายฝ่ายกังวลในช่วงก่อนหน้านี้
ทั้งนี้ นับแต่เกิดการสู้รบในตะวันออกกลาง ทำให้หลายฝ่ายเคยกังวลว่าเศรษฐกิจไทยอาจได้รับผลกระทบหนักจากปัญหาด้านอุปทาน หรือ Supply Shock จนอาจทำให้ประมาณการ GDP ลดต่ำลง แต่สถานการณ์ล่าสุดผ่อนคลายไปในทิศทางที่ดีขึ้นมาก ประเทศไทยสามารถบริหารจัดการผลกระทบได้ดี ทั้งด้านการจัดหา การปรับตัวของภาคธุรกิจ และการประคองเศรษฐกิจในภาพรวม
“ผู้ว่าฯ ธปท.ระบุในที่ประชุมว่า มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจวงเงิน 400,000 ล้านบาท มีส่วนช่วยประคองกำลังซื้อและแรงส่งทางเศรษฐกิจได้ดี ทำให้ประมาณการ GDP ปีนี้ปรับขึ้นมาอยู่ที่ 2.3% ซึ่งถือเป็นตัวเลขสูงสุดในตลาด และเป็นสัญญาณว่าพื้นฐานเศรษฐกิจไทยยังมีความแข็งแรงกว่าที่เคยประเมินไว้ ส่วนตัวชี้วัดอื่นยังเป็นไปในทิศทางที่ดี โดยเฉพาะอัตราเงินเฟ้อเดือนล่าสุดที่ออกมาต่ำกว่าที่คาดไว้มาก ทำให้แนวโน้มเงินเฟ้อระยะต่อไปมีโอกาสลดลงตามไปด้วย สะท้อนว่าภาพรวมเศรษฐกิจไทยยังมีเสถียรภาพ และมีพื้นที่ให้ภาครัฐขับเคลื่อนมาตรการเศรษฐกิจต่อเนื่อง”
รายงานข่าว ระบุว่า นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย ได้กล่าวกับภาคเอกชน และหน่วยงานเศรษฐกิจที่เข้าร่วมประชุม กรอ. ถึงการใช้ศักยภาพประเทศที่มีอยู่ขยายโอกาสทางเศรษฐกิจให้มากขึ้น เพราะจากการเดินทางไปพบภาคธุรกิจในหลายประเทศ นักลงทุนต่างชาติยังให้ความเชื่อมั่นประเทศไทยในระดับสูง
นอกจากนี้ นายกฯ ยังได้กล่าวหลังจากที่ได้นำคณะเดินทางไปหลายประเทศ สิ่งที่นักลงทุนต้องการให้ไทยเร่งปรับ ไม่ใช่เรื่องโครงสร้างพื้นฐาน เพราะไทยมีความพร้อมอยู่แล้ว แต่คือความรวดเร็วในการอนุมัติ การลดขั้นตอน และการอำนวยความสะดวกแบบ One Stop Service รัฐบาลจึงเร่งตอบโจทย์เรื่อง Facilitation ผ่าน BOI และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยขณะนี้มีนักลงทุนแสดงความสนใจเข้ามาลงทุนในไทยเกือบ 1 ล้านล้านบาท
สำหรับจุดแข็งสำคัญของไทย 3 ด้าน ที่ต้องผลักดันเป็นแม่เหล็กดึงการลงทุน คือ 1.ความมั่นคงทางอาหาร หรือ Food Security 2.ระบบโลจิสติกส์ และ 3.ความแข็งแกร่งของบริษัทไทยที่ออกไปลงทุนในต่างประเทศ โดยเห็นว่าในโลกที่เต็มไปด้วยความขัดแย้งและความไม่แน่นอน ประเทศที่เป็นแหล่งผลิตอาหารจะมีอำนาจต่อรองทางเศรษฐกิจสูงขึ้น ไทยจึงต้องยกระดับอาหารให้เป็นจุดแข็งเชิงยุทธศาสตร์
“ในทุกการประชุมทั้ง กรอ. และเวทีเศรษฐกิจ นายกฯ จะย้ำบ่อยๆ ว่าทั้งหน่วยงานรัฐ เอกชนไทยต้องช่วยกันเปลี่ยนความเชื่อมั่นต่างชาติที่โมเมนตัมดีมาก ให้เป็นการลงทุนจริง สร้างงาน สร้างรายได้จริงๆ ให้คนไทย”



