นายภัทรพงศ์ ภัทรประสิทธิ์ รมช.คมนาคม แถลงผลการดำเนินงาน และแผนการทำงานในอนาคตของบริษัท วิทยุการบินแห่งประเทศไทย จำกัด(บวท.) ว่า กระทรวงคมนาคมเดินหน้ายกระดับระบบการบินของประเทศ โดยผลักดันการนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาพัฒนาการบริหารจราจรทางอากาศ เพื่อเพิ่มความปลอดภัย ลดความล่าช้าของเที่ยวบิน และสนับสนุนการบินที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม โดยให้ บวท. เร่งบูรณาการข้อมูลเรดาร์ตรวจอากาศ (Weather Radar) ร่วมกับกรมอุตุนิยมวิทยา และพัฒนาระบบ System Wide Information Management (SWIM) เพื่อรองรับการแลกเปลี่ยนข้อมูลการบินในรูปแบบดิจิทัล ตามมาตรฐานขององค์การการบินพลเรือนระหว่างประเทศ (ICAO) ก้าวสู่การเป็นผู้ให้บริการจัดการโครงสร้างพื้นฐาน และแลกเปลี่ยนข้อมูลการบินดิจิทัล (SWIM Service Provider) ภายในปี 2573 สอดรับกับเป้าหมายผลักดันประเทศไทยสู่ศูนย์กลางการบินระดับโลก (World-class Aviation Hub)

ด้านนายพิเชฐ คุณาธรรมรักษ์ ประธานกรรมการ(บอร์ด) บวท. กล่าวว่า ในปีงบประมาณ 2569 (ต.ค.-2568-ก.ย.2569) คาดว่าจะมีเที่ยวบินรวม 919,643 เที่ยวบิน หรือเฉลี่ย 2,520 เที่ยวบินต่อวัน เพิ่มขึ้นจากปีงบประมาณ 2568 ร้อยละ 1.64 โดยขณะนี้ปริมาณเที่ยวบินรวมอยู่ที่ 777,456 เที่ยวบิน หรือเฉลี่ย 2,558 เที่ยวบินต่อวัน แบ่งเป็น เที่ยวบินระหว่างประเทศ 385,991 เที่ยวบิน เที่ยวบินภายในประเทศ 297,234 เที่ยวบิน และเที่ยวบินผ่านน่านฟ้า 94,231 เที่ยวบิน ซึ่งแม้จะได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง แต่ยังสะท้อนการฟื้นตัวอย่างต่อเนื่องของอุตสาหกรรมการบินไทย โดยประเทศที่มีเที่ยวบินเข้า-ออก และผ่านน่านฟ้าไทยมากที่สุด ได้แก่ จีน อินเดีย มาเลเซีย สิงคโปร์ และเวียดนาม ขณะที่สนามบินที่มีเที่ยวบินหนาแน่นที่สุด ได้แก่ สุวรรณภูมิ ดอนเมือง ภูเก็ต เชียงใหม่ และสมุย

นายพิเชฐ กล่าวอีกว่า อีกก้าวสำคัญคือ การเปิดใช้เส้นทางบิน L770 (NAN–SAGAG) ตั้งแต่วันที่ 3 ก.ย. 2569 ซึ่งเป็นเส้นทางบินตรงจากประเทศไทยสู่ประเทศจีน ที่ใกล้กว่าเส้นทางบินเดิม ผ่านความร่วมมือของไทย จีน และ สปป.ลาว ช่วยลดระยะทางการบิน 27.5–35.2 ไมล์ทะเลจากเส้นทางบินที่ใช้อยู่ในปัจจุบัน หรือประมาณ 3 นาทีต่อเที่ยวบิน เพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจราจรทางอากาศ ลดต้นทุน ประหยัดเชื้อเพลิง ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก และรองรับการเติบโตของการเดินทางระหว่างเอเชียตะวันออกเฉียงใต้กับจีน

นายสุรชัย หนูพรหม รองกรรมการผู้อำนวยการใหญ่ รักษาการกรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บวท. กล่าวว่า บวท. เดินหน้าพัฒนาเทคโนโลยีด้านการเดินอากาศผ่าน 6 โครงการสำคัญ ได้แก่ 1.โครงการบูรณาการข้อมูลเรดาร์ตรวจอากาศ หรือ Weather Radar Integration เชื่อมโยงข้อมูลเรดาร์ตรวจอากาศเข้ากับระบบควบคุมจราจรทางอากาศ เพื่อให้เจ้าหน้าที่ และนักบินเห็นข้อมูลสภาพอากาศแบบเรียลไทม์ เพิ่มความแม่นยำในการตัดสินใจ โดยเริ่มใช้ที่สนามบินสุวรรณภูมิภายในปี 2570, 2.โครงการนำ Digital Tower มาใช้งานที่สนามบินสุวรรณภูมิ และดอนเมือง พร้อมทั้งนำ Remote Tower มาใช้ที่ท่าอากาศยานนราธิวาส และเบตง โดยระบบดังกล่าว จะใช้กล้องวงจรปิดประสิทธิภาพสูง และระบบแสดงผลอัจฉริยะ มาช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการควบคุมจราจรทางอากาศ ยกระดับความปลอดภัย เพิ่มความแม่นยำในการมองเห็น และเพิ่มความต่อเนื่องในการให้บริการ จะเริ่มจัดหาในเดือน ต.ค. 2569 คาดว่าจะเปิดใช้งานภายในปี 2571

3. โครงการพัฒนาระบบ System Monitoring and Control (SMC) เพื่อเฝ้าระวัง ติดตาม และควบคุมระบบวิศวกรรมจราจรทางอากาศตลอด 24 ชั่วโมง ซึ่งจะติดตามการทำงานของระบบทั่วประเทศไว้ในศูนย์ควบคุมเดียว ครอบคลุมทั้งระบบสื่อสาร ระบบช่วยการเดินอากาศ ระบบติดตามอากาศยาน ระบบเครือข่าย ระบบบริการจราจรทางอากาศ รวมถึงระบบสนับสนุนต่างๆ ทำให้สามารถติดตาม วิเคราะห์ และแก้ไขเหตุขัดข้องได้รวดเร็ว โดยต้นปี 2570 จะเริ่มใช้งานที่ศูนย์ควบคุมการบินหาดใหญ่ และมีแผนขยายผลสู่ศูนย์ควบคุมการบินหลักทั้ง 9 แห่งทั่วประเทศ ภายในปี 2571

4.โครงการพัฒนาระบบการบินสมัยใหม่ โดยอยู่ระหว่างการยกระดับเปลี่ยนถ่ายไปสู่การให้บริการ System Wide Information Management (SWIM) ที่จะปรับเปลี่ยนการแลกเปลี่ยนข้อมูลการบินไปสู่รูปแบบดิจิทัล และเชื่อมโยงระบบการบินเข้าด้วยกันทั้งหมด ภายในปี 2573 ช่วยเพิ่มความปลอดภัย และประสิทธิภาพในการเดินอากาศ วางรากฐานสำคัญของการบริหารจัดการจราจรทางอากาศด้วยข้อมูลที่ถูกต้อง เชื่อมโยงถึงกัน และทันเวลาต่อการตัดสินใจ, 5.การให้บริการจัดการความคล่องตัวของการจราจรทางอากาศสำหรับเที่ยวบินผ่านน่านฟ้าประเทศอัฟกานิสถาน โดยใช้ระบบ Bay of Bengal Cooperative Air Traffic Flow Management System (BOBCAT) ซึ่ง บวท. เป็นผู้พัฒนาระบบขึ้นเอง

ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารเที่ยวบิน ลดเวลาบินวนรอ ประหยัดเชื้อเพลิง และลดการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์กว่า จนได้รับการยอมรับจากสายการบินนานาชาติ และ 6. การขับเคลื่อนการบินอย่างยั่งยืน ผ่านการบริหารจราจรทางอากาศที่ช่วยลดระยะเวลาการบิน ลดการใช้น้ำมันเชื้อเพลิง และลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ส่งผลให้ บวท. ได้รับการรับรอง Green ATM ระดับ 2 จาก CANSO และตั้งเป้าหมายยกระดับสู่ Green ATM ระดับ 3 ในปี 2571
นายสุรชัย กล่าวต่อว่า ผลการดำเนินงานทั้งหมดนี้ สะท้อนถึงความมุ่งมั่นของ บวท. ในการยกระดับระบบบริการการเดินอากาศของประเทศไทยให้มีความปลอดภัย ทันสมัย และยังคงเดินหน้าพัฒนาเทคโนโลยี และนวัตกรรมตามมาตรฐานโลก พร้อมรองรับการเติบโตของอุตสาหกรรมการบินในทุกมิติ และสนับสนุนการพัฒนาประเทศสู่การเป็น World-class Aviation Hub เพื่อประโยชน์ ของสายการบิน และผู้โดยสารต่อไป



