จากกรณีเมื่อวันที่ 25 มิ.ย. 69 ที่ผ่านมา เจ้าหน้าที่ด่านศุลกากรและตำรวจออสเตรเลียตรวจพบยาเสพติดประเภทเฮโรอีน ซึ่งถูกซุกซ่อนอยู่ในกระเป๋าผ้าจำนวนหนึ่ง ภายในกระเป๋าเดินทางของนางสาวมีนา สาวแอร์โฮสเตส จึงตรวจยึดและจับกุมนางสาวมีนา ผู้ครอบครองกระเป๋าเดินทาง พร้อมดำเนินการสอบสวน ต่อมา “อุทัย” เครือข่ายเฮโรอีนข้ามชาติ สิ้นฤทธิ์คาห้องพักพิษณุโลก ยอมรับรับยามาจากเชียงคำพะเยา นำมาแพ็กยัดกระเป๋าลายช้างตามออเดอร์ แฉวันส่งของใส่ชุดพรางตัวมิดชิดจ้างรถไปส่งให้แอร์สาวถึงบางนา-ซอยเสือใหญ่ พอเห็นข่าวแอร์โฮสเตสโดนรวบที่ออสเตรเลีย รีบทำลายหลักฐานแล้วเผ่นหนีทันที ตามที่เสนอไปนั้น
ล่าสุดเมื่อวันที่ 5 ก.ค. “วัส ติงสมิตร” นักวิชาการอิสระ และอดีตผู้พิพากษาอาวุโสในศาลฎีกา ได้ออกมาอธิบายถึงประเด็นดังกล่าว พร้อมระบุข้อความว่า “ถอดรหัสคดี “แอร์มีนา” มีโอกาสโอนตัวมารับโทษในไทย ในขณะที่การพลิกเป็นเหยื่อรับหิ้ว มีความหวังอันริบหรี่ ถอดบทเรียนเปรียบเทียบแอร์มาเลเซีย กลายเป็นข่าวช็อกสะเทือนวงการการบิน หลังมีการจับกุมพนักงานต้อนรับบนเครื่องบินหญิงชาวไทย วัย 26 ปี หรือที่สังคมเรียกันว่า “คดีแอร์มีนา” ณ สนามบินเมลเบิร์น ประเทศออสเตรเลีย เมื่อช่วงปลายเดือนมิถุนายน 2569 ที่ผ่านมา พร้อมของกลางกระเป๋าผ้าลายช้างที่มีเฮโรอีนซุกซ่อนอยู่ คดีนี้ไม่เพียงนำไปสู่คำถามสำคัญจากทางญาติว่า หากศาลออสเตรเลียตัดสินจำคุกจนคดีถึงที่สุด แอร์มีนาจะสามารถโอนตัวกลับมารับโทษต่อในประเทศไทยตามสนธิสัญญาได้หรือไม่ แต่ข้อมูลล่าสุดจากสำนักงาน ป.ป.ส. ของไทย ยังเผยให้เห็นพฤติการณ์เชิงลึก ที่อาจพลิกโฉมคดีนี้ไปอย่างสิ้นเชิง เมื่อเทียบกับคดีประวัติศาสตร์ของ “ซาอิลี ไซนัล” อดีตแอร์ Malindo Air ชาวมาเลเซียที่ถูกตัดสินจำคุกเมื่อปี 2020″



อีกทั้ง “ย้อนรอยพฤติการณ์ ความต่างของสองคดีและเทคนิคการซุกซ่อน ในโลกอาชญากรรมข้ามชาติ ลูกเรือสายการบินมักถูกจัดให้อยู่ในกลุ่ม “Trusted Insiders” หรือคนในที่ได้รับความไว้วางใจจากระบบ ทำให้ขบวนการค้ายาเสพติดพยายามใช้ช่องโหว่นี้ แต่หากเราเจาะลึกพฤติการณ์ของทั้งสองเคส จะพบความแตกต่างที่น่าสนใจมากครับ”
โดยเคสแอร์มาเลเซีย (ซาอิลี ไซนัล – ปี 2020) เจตนาชัดเจน ดังนี้
-ของกลางและการกระทำ คือ ขนเฮโรอีนรวมกว่า 4 กิโลกรัม โดยใช้วิธีซุกซ่อนไว้ในชุดชั้นในและขาหนีบ รอดสายตาเจ้าหน้าที่ไปได้ถึง 8 ครั้ง
-เจตนาทางคดี คือ ตัวผู้ต้องหายอมรับกับเจ้าหน้าที่ว่า รู้ว่าสิ่งที่ขนเป็นสิ่งผิดกฎหมาย แม้จะอ้างว่าตอนแรกคิดว่าเป็นกัญชา มีการซักซ้อมเดินนาน 3 เดือน และใช้คำรหัสเรียกยาเสพติดว่า “ตั๋ว” ศาลจึงตัดสินจำคุก 9 ปี 6 เดือน โดยให้สิทธิยื่นขอทัณฑ์บน (Parole) ได้หลังรับโทษจริงไปแล้วกึ่งหนึ่ง (ประมาณ 4 ปี 9 เดือน)
เคสแอร์มีนา (ลูกเรือการบินไทย – ปี 2569) “ข้อเท็จจริงล่าสุดจาก ป.ป.ส.” ซึ่งข้อมูลล่าสุดจากสำนักงาน ป.ป.ส. ไทย หลังจากประสานงานกับฝ่ายออสเตรเลีย ข้อเท็จจริงปรากฏดังนี้
-พัสดุทั้งหมด คือ มีกระเป๋าผ้าลายช้างรวม 12 ใบ
-ใบที่พบสารเสพติด คือ ตรวจพบเฮโรอีนซุกซ่อนอยู่ เพียง 2 ใบเท่านั้น อีก 10 ใบไม่พบสิ่งผิดกฎหมาย
-ลักษณะการซุกซ่อน คือ ยาเสพติดไม่ได้ถูกใส่ไว้ในกระเป๋าธรรมดา แต่ถูกซีลฝังเนียนไว้ในเนื้อผ้าของกระเป๋า โดยใบแรกที่ผ่าตรวจพบเฮโรอีนประมาณ 900 กรัม ส่วนใบที่สองอยู่ระหว่างการตรวจสอบทางห้องปฏิบัติการ (Lab) เบื้องต้นคาดว่าน้ำหนักรวมกันจะไม่เกินประมาณ 2 กิโลกรัม ซึ่งทางการออสเตรเลียยังคงรอผลตรวจแล็บอย่างเป็นทางการเพื่อยืนยันน้ำหนักสุทธิ
นอกจากนี้ “มุมมองทางคดีในทางพลิกผัน แม้เฮโรอีนถูกฝังเนียนอยู่ในเนื้อผ้าเพียง 2 ใบ จากกระเป๋าทั้งหมด 12 ใบ แต่จากแนวทางการขยายผลของ ป.ป.ส. ที่พบว่าแอร์มีนาได้รับการติดต่อจ้างวานจากเครือข่าย ให้ช่วยหิ้วกระเป๋าผ้าเหล่านี้ในราคา 8,800 บาท ซึ่งเป็นคนแปลกหน้าและด้วยค่าจ้างที่ค่อนข้างสูง เมื่อเปรียบเทียบกับราคากระเป๋าผ้าลายช้าง ทำให้น้ำหนักในทางต่อสู้คดีว่าเธออาจเป็น เหยื่อที่ถูกหลอกให้หิ้วพัสดุ โดยไม่มีเจตนาลักลอบขนยาเสพติด ดูจะริบหรี่เต็มที”
“หากแอร์มีนาถูกศาลออสเตรเลียพิพากษาจำคุก จะขอโอนตัวกลับมารับโทษในประเทศไทยได้หรือไม่ หลายคนตั้งคำถามว่า หากในที่สุดศาลออสเตรเลียมีคำพิพากษาถึงที่สุดให้ “แอร์มีนา” รับโทษจำคุกในคดีลักลอบนำเฮโรอีนเข้าประเทศออสเตรเลีย ญาติหรือผู้ต้องขังจะสามารถขอโอนตัวกลับมารับโทษในประเทศไทยได้หรือไม่ คำตอบคือ “ทำได้ในทางกฎหมาย” แต่ไม่ใช่สิทธิที่ผู้ต้องขังจะเรียกร้องได้โดยอัตโนมัติ ประเทศไทยและออสเตรเลียมี “ความตกลงระหว่างรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรไทยกับรัฐบาลออสเตรเลียว่าด้วยการโอนตัวผู้กระทำผิดและความร่วมมือในการบังคับโทษทางอาญา” (Agreement between the Government of Australia and the Government of the Kingdom of Thailand on the Transfer of Offenders and Co-operation in the Enforcement of Penal Sentences) ซึ่งลงนามเมื่อ 26 กรกฎาคม 2544 และมีผลใช้บังคับเมื่อปี 2545 เป็นฐานทางกฎหมายระหว่างประเทศรองรับการโอนตัวผู้ต้องขังระหว่างสองประเทศ”
โดยความตกลงฉบับนี้เปิดช่องให้ผู้ต้องขังที่มีสัญชาติไทย สามารถขอโอนตัวกลับมารับโทษต่อในประเทศไทยได้ แต่ต้องเป็นไปตามเงื่อนไขของความตกลงฉบับนี้ ดังนี้
1. คุณสมบัติเบื้องต้นต้องครบถ้วน ผู้ต้องขังที่จะขอโอนตัวต้องมีคุณสมบัติสำคัญ ได้แก่
-เป็นผู้มีสัญชาติไทย
-คดีถึงที่สุดแล้ว ไม่มีการอุทธรณ์หรือกระบวนพิจารณาที่ยังค้างอยู่
-ความผิดที่ถูกพิพากษาเป็นความผิดอาญาตามกฎหมายของทั้งสองประเทศ (Dual Criminality) ซึ่งความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดเป็นความผิดทั้งในประเทศไทยและออสเตรเลีย
-โดยหลักต้องเหลือโทษจำคุกไม่น้อยกว่า 1 ปี ในวันที่มีการโอน เว้นแต่ทั้งสองประเทศจะตกลงเป็นอย่างอื่น
-ผู้ต้องขังต้องให้ความยินยอมโดยสมัครใจ
-ต้องเป็นไปตามเงื่อนไขอื่นที่กำหนดไว้ในกฎหมายและความตกลงรวมทั้งระยะเวลาขั้นต่ำที่ต้องรับโทษในประเทศผู้พิพากษา (หากกฎหมายของประเทศนั้นกำหนดไว้)
2.ต้องได้รับความยินยอมจากทั้งสามฝ่าย การโอนตัวผู้ต้องขัง ไม่ใช่สิทธิที่เกิดขึ้นโดยอัตโนมัติ แต่เป็นความร่วมมือระหว่างรัฐ จึงต้องได้รับความยินยอมจาก
-รัฐบาลไทย (รัฐผู้รับโอน)
-รัฐบาลออสเตรเลีย (รัฐผู้พิพากษา)
-ผู้ต้องขัง
“ฝ่ายไทยจะพิจารณาผ่านหน่วยงานที่มีอำนาจ เช่น กระทรวงยุติธรรม กรมราชทัณฑ์ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ขณะที่รัฐบาลออสเตรเลียก็มีอำนาจใช้ดุลพินิจว่าจะอนุมัติหรือไม่ โดยคำนึงถึงข้อกฎหมายและพฤติการณ์แห่งคดี กล่าวอีกนัยหนึ่ง หากฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งไม่ยินยอม การโอนตัวก็ไม่อาจเกิดขึ้นได้”
3.โอนเฉพาะการรับโทษไม่ใช่โอนคดี คือ การโอนตัวผู้ต้องขัง ไม่ได้หมายความว่าประเทศไทยจะนำคดีมาพิจารณาใหม่ หรือมีอำนาจเปลี่ยนแปลงคำพิพากษาของศาลออสเตรเลีย อำนาจเกี่ยวกับคำพิพากษา เช่น
-การกลับคำพิพากษา
-การแก้ไขคำพิพากษา
-การอภัยโทษหรือเพิกถอนคำพิพากษา
“ยังคงเป็นอำนาจของประเทศออสเตรเลีย ประเทศไทยมีหน้าที่รับช่วงการบังคับโทษต่อในเรือนจำไทย โดยการควบคุมตัว การลดวันต้องโทษ การพักการลงโทษ และมาตรการอื่นที่เกี่ยวกับการบังคับโทษ จะเป็นไปตามกฎหมายไทย อย่างไรก็ตาม หากภายหลังทางการออสเตรเลียมีการดำเนินการ ที่ทำให้คำพิพากษาหรือโทษเปลี่ยนแปลง เช่น การอภัยโทษ การนิรโทษกรรม การลดโทษ การแก้ไขหรือเพิกถอนคำพิพากษา ประเทศไทยก็มีหน้าที่ดำเนินการให้สอดคล้องกับความตกลงระหว่างสองประเทศดังกล่าว”
4. ค่าใช้จ่ายในการโอนตัว
ตามหลักของสนธิสัญญา ค่าใช้จ่ายในการโอนตัวเป็นความรับผิดชอบของ รัฐผู้รับโอน ซึ่งในกรณีนี้คือประเทศไทย อย่างไรก็ตาม กฎหมายหรือระเบียบภายในของไทยอาจเปิดโอกาสให้รัฐเรียกคืนค่าใช้จ่ายทั้งหมดหรือบางส่วนจากผู้ต้องขังได้ ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับหลักเกณฑ์ที่ใช้บังคับในแต่ละกรณี ดังนั้น จึง ไม่ใช่หลักของความตกลงที่กำหนดให้ญาติของผู้ต้องขังต้องเป็นผู้รับผิดชอบค่าใช้จ่ายโดยตรง
อีกทั้ง “หากในอนาคต “แอร์มีนา” ถูกศาลออสเตรเลียพิพากษาจำคุกจนคดีถึงที่สุด การยื่นคำร้องขอโอนตัวกลับมารับโทษต่อในประเทศไทย สามารถดำเนินการได้ตามกฎหมายระหว่างประเทศ แต่จะสำเร็จหรือไม่นั้น ขึ้นอยู่กับการปฏิบัติตามเงื่อนไขของสนธิสัญญา และการได้รับความยินยอมจากทั้งผู้ต้องขัง รัฐบาลไทย และรัฐบาลออสเตรเลีย กล่าวอีกนัยหนึ่ง การโอนตัวผู้ต้องขังเป็น กลไกความร่วมมือระหว่างรัฐ มิใช่สิทธิที่ผู้ต้องขังสามารถเรียกร้องได้โดยลำพัง”
“แม้กฎหมายระหว่างประเทศจะเปิดช่องให้มีการโอนตัวผู้ต้องขังได้ แต่ในทางปฏิบัติ คดียาเสพติดระหว่างประเทศ โดยเฉพาะการลักลอบนำเฮโรอีนเข้าสู่ออสเตรเลีย ถือเป็นความผิดร้ายแรงที่รัฐบาลออสเตรเลียให้ความสำคัญอย่างยิ่ง การพิจารณาอนุมัติคำร้องจึงเป็นเรื่องของดุลพินิจและความร่วมมือระหว่างสองประเทศ โดยต้องพิจารณาข้อเท็จจริงและพฤติการณ์ของแต่ละคดีเป็นรายกรณี ไม่อาจสรุปได้ล่วงหน้าว่าจะได้รับอนุมัติหรือถูกปฏิเสธเสมอไป”
ทั้งนี้ “ปัจจุบันคดีของแอร์มีนายังอยู่ในขั้นตอนของทางการออสเตรเลีย และรอผลตรวจทางห้องปฏิบัติการเพื่อยืนยันน้ำหนักยาเสพติดที่แน่ชัด โดยมีกำหนดขึ้นศาลอีกครั้งในวันที่ 14 กันยายน 2569 แม้การพิสูจน์ความบริสุทธิ์ ว่าเธอเป็นเพียงเหยื่อของขบวนการข้ามชาติ จะยากเต็มที แต่หากท้ายที่สุดเธอต้องรับโทษจำคุก ช่องทางตามสนธิสัญญาไทย-ออสเตรเลียก็ยังเป็นประตูบานสุดท้ายที่จะช่วยให้เธอกลับมารับโทษใกล้ชิดครอบครัวในแผ่นดินเกิดได้ครับ คดีนี้จึงเป็นอุทาหรณ์ราคาแพงของคำว่า “รับจ้างหิ้วของ” ที่คนเดินทางทุกคนต้องระวังระไวไม่ให้ตกเป็นเหยื่อโดยเด็ดขาด”
ขอบคุณข้อมูลจาก : วัส ติงสมิตร



