สำหรับเรื่องราวที่ “ทีมวิถีชีวิต” หยิบจับมานำเสนอเป็นของ “อังสิมา พุ่มคง” หรือพ่อแม่ผู้ปกครองของเด็ก ๆ นักเรียนที่มาใช้บริการเรียกกันติดปากว่า “พี่อัง-ช่างอัง” ซึ่งยึดอาชีพถักเปียเด็กนักเรียนมานานกว่า 24ปีแล้ว โดยเธอเล่าว่า ก่อนหน้าจะมาทำอาชีพนี้ เธอเคยเป็นแม่ค้าขายกิฟต์ช็อปหน้าโรงเรียนมาก่อน ส่วนสาเหตุที่จับพลัดจับผลูมาทำอาชีพนี้ได้นั้น เริ่มต้นจากความเมตตาที่มีต่อเพื่อนร่วมชั้นลูกสาวของเธอง โดยไม่คิดมาก่อนว่า “งานถักเปีย” จะกลายเป็นอาชีพที่สร้างรายได้ให้ จนถึงขั้นมีเงินส่งเสียลูกสาวให้เรียนจบ โดยพี่อังเล่าว่า จุดเด่นที่ทำให้เธอทำอาชีพนี้มาได้นานขนาดนี้ น่าจะเป็นเพราะการได้รับความไว้ใจจากพ่อแม่ผู้ปกครองของเด็ก ๆ ที่เห็นเธอให้ความกันเองและดูแลลูกหลานเหมือนตัวเธอเองนั้นเป็นญาติผู้ใหญ่คนหนึ่งของครอบครัว อีกทั้งขณะถักเปีย เธอยังใช้ช่วงเวลาที่เด็ก ๆ อยู่กับเธอช่วยอบรมมารยาท ให้ความรู้ แม้แต่ดูแลความปลอดภัยของเด็ก ๆ เป็นอย่างดี ทำให้พ่อแม่จึงไว้ใจจนยอมฝากลูกหลานไว้กับเธอ

จากวันแรกถึงวันนี้ พี่คิดราคา 20 บาทไม่เปลี่ยนแปลงเลย เพราะไม่อยากให้พ่อแม่เด็กเกิดภาระค่าใช้จ่ายจนเกินไป” พี่อัง มือถักเปียนระดับตำนาน ขวัญใจพ่อแม่ผู้ปกครองและเด็ก ๆ ย้ำเรื่องนี้ไว้

“ทีมวิถีชีวิต” ขอให้พี่อังช่วยเล่าประวัติส่วนตัวแบบสังเขปให้ฟัง เพื่อให้หลายคนได้รู้จัก “มือถักเปียในตำนาน” อย่างเธอมากขึ้น โดยพี่อังเล่าว่า เธอเป็นคนกรุงเทพฯ แต่งงานมีครอบครัวแล้ว โดยมีลูกสาว 1 คน คือ น้องเกียร์-พรรณศิมา พุ่มคง โดยก่อนจะมายึดอาชีพถักผมเปียหน้าโรงเรียน เเดิมทีเธอขายของจำพวกกิฟต์ช็อปและตุ้มหูอยู่ข้างโรงเรียน จนเมื่อลูกสาวเข้าเรียน เมื่อเพื่อน ๆ ของลูกสาวเห็นผมเปียที่เธอถักให้ก็รู้สึกชอบ จึงรบเร้าผ่านลูกสาวว่าอยากให้เธอช่วยถักผมเปียให้บ้าง ด้วยความเอ็นดูเด็ก ๆ เพื่อน ๆ ของลูกสาวก็เลยถักให้ ทีนี้ผ่านไปสักพักปรากฏจากถักให้แค่กลุ่มเพื่อนของลูกสาว ก็มีเด็ก ๆ คนอื่นอยากให้ช่วยถัก ให้บ้าง จนจากถักให้เด็กไม่กี่คนก็เลยมีคิวยาวต่อแถวให้เธอถักเปียให้เพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ

เรียกว่ามีเด็กเกือบครึ่งห้องมายืนรอคิวให้พี่ถักเปียให้เลยก็ว่าได้ แต่ก็รับถักให้ได้ไม่มาก เพราะไม่มีใครเฝ้าร้านกิฟต์ช็อป ซึ่งตอนนั้นพี่ไม่ได้เรียกเก็บเงินอะไรเลยนะ ถักให้เพราะเอ็นดูเด็ก ๆ ทีนี้พอพ่อแม่ผู้ปกครองเห็นผมเปียบนหัวลูกของเขาก็ถามไถ่กับลูก ๆ ตัวเองว่า ใครถักให้ ทำไมสวยจัง จากนั้นก็เลยเริ่มมีพ่อแม่ของเด็กมาขอให้พี่ถักให้ลูกเขาบ้าง ซึ่งถ้าพี่ว่างก็ถักให้ แต่หลัง ๆ ปรากฏพอถักเสร็จเด็กวางเงินไว้ 20 บาทเกือบทุกคน บอกพ่อแม่ฝากมาให้พี่อังเป็นค่าช่วยถักเปียให้ลูกสาวของเขา พี่ก็ไม่รู้จะทำยังไง ก็เลยตามเลย ในใจคิดว่าสักพักเดี๋ยวก็คงซาไปเอง แต่ที่ไหนได้ยิ่งถักยิ่งมีลูกค้ามากขึ้น อาจเพราะเขาเอาไปบอกกันปากต่อปาก จนในที่สุดก็เลยกลายเป็นงานที่ต้องทำทุกเช้าทุกวัน และกลายมาเป็นอาชีพของพี่ไปในที่สุด” มือถักเปียระดับตำนานอย่าง พี่อัง เล่าจุดเริ่มต้นในอดีตที่นำพามาถึงวันนี้

ลูกค้ารอคิวเนืองแน่น

พี่อังอธิบายให้ฟังว่า รายได้จากการถักเปียเกิดขึ้นเพราะพ่อแม่ของเด็กคงเกรงใจ จึงฝากเงิน 20 บาทกับเด็ก ๆ มาให้เธอเพื่อเป็นค่าตอบแทนที่ยอมเสียเวลานั่งถักผมเปียให้กับลูกของพวกเขา พี่อังจึงยังยึดราคานี้มาตลอดไม่เปลี่ยนตลอดเวลา 24 ปี โดยไม่ยอมเก็บเพิ่ม แม้จะมีคนให้มากกว่านี้ก็ตาม เพราะไม่อยากให้เป็นภาระของพ่อแม่ผู้ปกครองเกินไป แต่สิ่งที่เปลี่ยนไปคือ จากเดิมที่ไม่มีบัตรคิว ก็ต้องเริ่มนำระบบบัตรคิวมาใช้เมื่อประมาณ 3 ปีที่แล้วนี้เอง เนื่องจากมีลูกค้าเพิ่มขึ้นเยอะมาก โดยเฉพาะในช่วงที่โรงเรียนมีกิจกรรม คิวจากเดิมก็จะเพิ่มขึ้นมากกว่าเท่าตัว แถมบางครั้งไม่ได้มีแต่เด็ก ๆ เท่านั้นที่มาใช้บริการ หากแต่คนทั่วไป หรือพนักงานก็มาใช้บริการถักผมเปียกับเธอด้วย

ปกติทุกเช้าจะรับได้ราว ๆ 40-50 กว่าคน ในเวลาสองชั่วโมง ซึ่งได้ลุกสาว คือ น้องเกียร์มาช่วย โดยน้องเกียร์เริ่มมาช่วยงานพี่ถักเปียตั้งแต่ตอนที่น้องเรียนอยู่ป.4” พี่อังพูดถึงจำนวนคิวที่ให้บริการในแต่ละวัน พร้อมกับแนะนำ “ทายาทช่างถักผมเปียรุ่น 2” คือ น้องเกียร์ ลูกสาวของเธอ ที่ได้รับการถ่ายทอดเคล็ดวิชานี้

“พี่อัง-น้องเกียร์” แท็กทีมถักเปีย

เธอเผยความรู้สึกกับ “งานถักผมเปีย” ว่า เธอมองว่าอาชีพนี้ใช้เพียงแรงกายและเวลา โดยไม่ต้องลงทุนอะไรเพิ่ม แต่ทุกครั้งที่ให้บริการเด็ก ๆ ทุกคน เธอจะคิดเสมอว่า ตัวเองกำลังดูแลลูกหลานของตัวเอง เรียกว่าดูแลลูกตัวเองยังไง ก็ดูแลเด็ก ๆ เหมือนกัน ซึ่งสำหรับเธอแล้ว งานถักเปียเป็นมากกว่าแค่อาชีพ เธอจึงจัดสถานที่ให้เด็ก ๆ ไม่รู้สึกอึดอัด เช่น มีพัดลมให้ มีลูกอม หรือกระดาษทิชชู่เตรียมไว้ เพราะเด็กหลายคนอาศัยเวลาที่นั่งรรอถักเปียกินข้าวเช้าไปด้วยในตัว หรือในช่วงฤดูหนาว ก็จะเตรียมถุงน้ำร้อนไว้ให้เด็กใช้เพิ่มความอบอุ่นให้ร่างกาย ระหว่างนั่งรอคิว รวมถึงมีบริการตัดผมตัดเล็บให้เด็กฟรี ๆ สำหรับเด็กที่ผมยาวผิดระเบียบ หรือบางสัปดาห์ก็มีการแจกโบว์ผูกผมฟรี ๆ ให้เด็ก พี่อังเล่ากิจวัตรและบริการเสริมนอกเหนือจากการรถักผมเปียให้ฟัง โดยไม่ใช่เพิ่งทำ แต่ทำแบบนี้มานานกว่า 20ปีแล้ว และนี่ก็อาจจะเป็นสาเหตุทำให้เธอจึงเป็นขวัญใจของเด็ก ๆ จนถึงพ่อแม่ทุกคน

พี่ลองกลับมาคิดดู การที่ร้านถักเปียของพี่อาจจะดูพิเศษกว่าของที่อื่นนั้น น่าจะเป็นการทำให้หน้าร้านของเราเป็นเหมือนพื้นที่ปลอดภัยของเด็ก ๆ ทำให้พ่อแม่หายเป็นห่วง ถ้าต้องปล่อยลูกหลานเอาไว้กับเรา อีกทั้งพี่ยังเป็นเหมือนศิราณี หรือเป็นแม่คนที่สองให้เด็ก ๆ เหล่านี้ไปด้วย เพราะเด็กบางคนมักจะเล่าเรื่องที่ไม่กล้าเล่าให้พ่อแม่ฟังกับพี่ ซึ่งพี่ก็ได้ให้คำแนะนำ ให้คำปรึกษาไป นอกจากนี้พี่ยังฝึกให้เด็กรู้จักรักษาความสะอาดผม ด้วยการแอบดมหัว เพื่อกระตุ้นให้เด็กๆ รักษาความสะอาดเส้นผม และจะหมั่นตรวจเช็กความสะอาด เช่นตรวจเล็บ ตรวจมือ ซึ่งถ้าใครยาวหรือไม่สะอาด ก็จะมีกรรไกรตัดเล็บเตรียมไว้ให้บริการฟรี ๆ หรือบางทีก็ตัดผม เล็มผมที่ยาวเกินไปให้เด็ก ๆ”

ถ่ายคลิปชั่วโมงทำงานลงโซเชียล

พี่อังเล่าว่า เธอถักเปียได้ทุกแบบ แต่ “ทรงผมเปียที่ฮิตสุด” ที่ลูกค้านิยมเลือกคือ ทรงคลาวด์ หรือ ผมเปียแบบที่คาดผม ซึ่งเป็นผมเปียที่สามารถอยู่ได้นานถึง 2วัน ช่วยให้ผู้ปกครองประหยัดเวลาและค่าใช้จ่าย โดยการถักเปียของเธอจะเน้นให้ถูกระเบียบโรงเรียนเช่น ทรงเปียธรรมดา เปียพจมาน เปียตะขาบ เปียก้างปลา เปียนูน และเปียแฟชั่น และนอกจากนั้น พี่อังยังมี “ทริกลับพิเศษ” ที่ทำให้ลูกค้าถูกอกถูกใจ คือ การผูกโบว์มัดผมแบบหักคอไก่ ซึ่งป็นวิธีที่ใช้มาตั้งแต่เริ่มอาชีพนี้ โดยหัวใจสำคัญคือการผูกโบว์ให้คร่อมหนังยางที่ใช้รัดผมไว้ ซึ่งการผูกลักษณะนี้จะช่วยให้โบว์ล็อกติดหนังยางแน่น ทำให้ไม่หลุดตลอดทั้งวัน ซึ่งเคยมีคนมาขอเรียนเพื่อไปเปิดร้านของตัวเอง หลังเห็นเทคนิคนี้จาก เฟซบุ๊ก “สุขเล็กเล็กของพี่อัง” เธอเล่าให้ฟัง ด้วยความภูมิใจ

แต่ก็มีบ้างที่เด็กขอให้ทำทรงผิดระเบียบ แต่พี่จะเตือน และแนะนำให้ทำตามกฎเพื่อไม่ให้โดนคุณครูดุ ส่วนเทคนิคของพี่และน้องเกียร์ลูกสาว จะต่างกันเล็กน้อย โดยน้องเกียร์จะถนัดถักเปียสไตล์หลวม ๆ ซึ่งเป็นเทรนด์ที่วัยรุ่นนิยม ซึ่งจะดูทันสมัยและเป็นธรรมชาติกว่าสไตล์ดั้งเดิม เพราะของพี่จะเน้นความเนี้ยบและตึงเป๊ะตามระเบียบ แต่เราก็ตามใจโดยให้ลูกค้าเป็นคนเลือกช่างถักเปียได้ตามใจชอบเลยนะ จะเอาแม่ หรือเอาลูก”

พี่อัง กับครอบครัว

ขณะที่ “กิจวัตรประจำวัน” นั้น พี่อังเล่าให้ฟังว่า ตื่นนอนตี 5 ทุกวัน โดยหลังจัดการภารกิจส่วนตัวของตัวเองกับลูกเสร็จแล้ว จะขี่มอเตอร์ไซค์ออกมาตั้งร้าน โดยบ้านจะอยู่ห่างจากโรงเรียน3กิโลเมตร โดยเริ่มตั้งร้านให้บริการตั้งแต่ 6โมงเช้า และปิดร้านตอน 8โมง หรือเมื่อเด็ก ๆ เข้าโรงเรียนหมดแล้ว

บางทีพ่อแม่มาส่งลูก แล้วต้องรีบไปทำงาน ก็จะบอกให้พ่อแม่ส่งลูกแล้วไปได้เลย จะคอยดูแลเด็ก ๆ ให้เอง แต่เพื่อความสบายใจจะถ่ายรูปส่งให้พ่อแม่ดู ซึ่งทำแบบนี้เป็นประจำ จนทำให้ผู้ปกครองบอกว่าไม่ต้องส่งรูปแล้ว”

“พี่อัง-อังสิมา” มือถักผมเปียขวัญใจพ่อแม่และเด็ก ๆ บอกว่า สิ่งที่ทำให้รู้สึกดีใจและภูมิใจมากก็คือ มีลูกค้าประจำคนแรก เมื่อกว่า 24ปีก่อน มาหาที่ร้านแล้วบอกเธอว่า เรียนจบแล้ว คิดถึงเธอจึงแวะมาหา “พอได้เจอกันก็ได้คุยกันถึงเรื่องในอดีต แล้วก็ถ่ายรูปเธอนำไปโพสต์ พอเพื่อน ๆ ของเด็กคนนี้มาเห็นเข้า ก็เลยทักทายเธอกันยกใหญ่ บางคนก็เอาลูกมาให้เธอถักเปียให้ เหมือนกับที่เธอเคยถักให้ในอดีต หรือบางคนก็เอาชุดครุยมาใส่ถ่ายรูปกับเธอ…เพื่อเก็บเป็นความทรงจำ”.

น้องเกียร์- ว่าที่ ร.ต.หญิง พรรณศิมา พุ่มคง

เสียงในใจ ‘ทายาทมือถักเปียรุ่น 2′

น้องเกียร์ว่าที่ ร..หญิง พรรณศิมา พุ่มคง” อายุ 25 ปี เรียนจบสาขานิเทศศิลป์ คณะศิลปกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา โดยปัจจุบันเธอทำงานเป็นเจ้าหน้าที่ฝ่ายสนับสนุนระดับปริญญาโทของมหาวิทยาลัยแห่งหนึ่ง ซึ่งต้องใช้ทักษะภาษาจีนและภาษาอังกฤษในการสื่อสารเป็นหลัก โดยทักษะทางภาษานี้เธอได้รับการปลูกฝังจากคุณแม่มาตั้งแต่ยังเล็ก ๆ โดยสำหรับเรื่องนี้พี่อังเสริมว่า เธอให้ความสำคัญกับเรื่องภาษามาก เพราะมองว่าอนาคตภาษาจะเป็นสิ่งสำคัญและจะมีความต้องการสูงมาก จึงให้ลูกสาวเรียนภาษาอังกฤษในวันเสาร์ และภาษาจีนในวันอาทิตย์ ตั้งแต่เด็กจนถึงชั้นมัธยมปลาย เพื่อให้ลูกมีต้นทุนชีวิต ซึ่งก็ผลิดอกออกผลเป็นอย่างที่เห็นวันนี้ เมื่อน้องเกียร์ใช้ภาษาจีนและอังกฤษได้คล่องแคล่ว แม้จะเรียนจบด้านออกแบบมาก็ตาม และเส้นทาง “มือถักผมเปียรุ่น 2” นั้น น้องเกียร์ เล่าว่าช่วยคุณแม่ถักเปียมาตั้งแต่เรียนอยู่ ป.4 เพราะเห็นว่าลูกค้าเริ่มเยอะขึ้น แล้วคุณแม่ทำไม่ทัน ซึ่งตอนเช้าเธอว่างอยู่แล้วเลยอาสาช่วยงานคุณแม่ โดยให้คุณแม่สอนถักเปียแบบต่าง ๆ ให้ว่า ต้องแสกผมตรงไหน จับหวียังไง หรือจับผมยังไงถึงจะแน่น โดยเธอจะถนัดถักเปียทรงตะขาบ กับทรงก้างปลาแบบหลวม ๆ ซึ่งถ้าเป็นสไตล์ของคุณแม่จะถักแบบแน่น ๆ และถึงแม้จะเรียนจบกับทำงานแล้ว แต่เธอก็ยังมาช่วยคุณแม่ในตอนเช้าทุกวันถ้าทำได้

บอกตามตรงเกียร์ภูมิใจมากที่สามารถช่วยคุณแม่หารายได้เลี้ยงครอบครัวได้ โดยไม่เคยคิดเลยว่า การถักผมเปียแบบนี้จะเป็นอาชีพ หรือมาไกลขนาดนี้ได้ เรียกว่ามีคนรู้จักเราสองคนแม่ลูกบนโซเชียลก็เพราะผมเปียนี่แหละ”.

เชาวลี ชุมขำ : รายงาน