ความพร้อมในภารกิจที่เตรียมไปประกวดMiss World ที่นครโฮจิมินห์ เป็นอย่างไรบ้าง?

“ตอนนี้ทางทีมก็ได้วิเคราะห์แล้วว่าเราต้องปรับตรงไหนบ้าง อย่างเรื่องแรกเลยก็จะเป็นในเรื่องของการพูด เพื่อที่จะให้ลักษณะการพูดของน้ำผึ้งเป็น Global Citizen มากขึ้น แล้วก็แนะนำในเรื่องของการที่เราจะต้องสื่อสารยังไงให้คนทั่วโลกเข้าใจ เพราะมันเป็นสิ่งที่สำคัญมาก การไปในครั้งนี้มันไม่ใช่แค่ในระดับประเทศไทยค่ะ แต่เป็นระดับโลก น้ำผึ้งก็เลยมองว่าเพราะฉะนั้นเราต้องไปเรียนรู้เพิ่มเติม แล้วก็วางแผนในการสื่อสารให้ดีมากขึ้น รวมถึงส่วนอื่นๆด้วย ก็อาจจะต้องมีการวางแผนเตรียมตัวอีกนิดนึง หรือในส่วนของโชว์ ว่าเราจะไปโชว์ยังไงให้เขาประจักษ์ในความสามารถของเรา แล้วก็ความเป็นไทยที่เชื่อมต่อกันมากขึ้น”

 กดดันไหม เพราะโอปอล-สุชาตา ก็ได้เป็น Miss World 2025 มาหมาดๆ หลายคนห่วงเรามาก?

“หนูบอกจากใจจริงเลยนะคะ หนูไม่กดดันเลยค่ะ หนูสบายใจนะเพราะหนึ่งคือโอปอลเองเขาไปคว้ามงกุฎแรกมาแล้ว  มาให้ประเทศไทยของเรา ซึ่งก่อนหน้านี้เนี่ย เราแทบจะไม่เคยได้เลย มันยากมากๆสำหรับประเทศไทย แต่พอเราได้มงฯแรกแล้ว มันเหมือนเป็นประสบการณ์ของโอปอลเอง และจะเป็นประสบการณ์ที่ทำให้เราได้เรียนรู้ว่าเราควรจะวางแผนไปทางไหนได้บ้าง แล้วเราจะทำยังไงให้เราเนี่ยสามารถถอดแนวทางในการวางแผนไปถึงเป้าหมายได้ แต่ไม่ใช่ไปก๊อปปี้เขานะ  แต่เป็นการทำยังไงก็ได้ ให้ตัวเราเองเป็นตัวเรา แต่ก็ยังสามารถตรงตามบริบทของทางกองประกวดมิสเวิลด์ที่ต้องการได้นั่นเองค่ะ”

 เหมือนมีแนวทางให้เราเดินตามได้ จับจุดถูกต้องใช่ไหม?

“ใช่ค่ะ (ยิ้ม) มันเป็นการกำหนดแนวทางที่ตรงตามบริบทมากขึ้น แล้วมันทำให้เราไม่เคว้งคว้าง เพราะโอปอลเองเขาก็พร้อมที่จะคายตะขาบให้น้ำผึ้งตลอดเวลา เพราะฉะนั้นน้ำผึ้งสบายใจมาก แล้วก็รู้สึกดีมาก มันคือข้อดีของน้ำผึ้งเลยที่ได้ไปประกวดต่อจากปีของโอปอลค่ะ”

สำหรับโอปอลได้มีการพูดคุยและปรึกษากันไหม?

“ได้คุยนะคะ และต้องบอกว่าโอปอลเองก็พยายามแนะนำว่า เราต้องการให้มีความเป็นตัวเอง และโอปอลก็บอกเสมอว่า ถ้าพี่น้ำผึ้งมีอะไรที่อยากจะปรึกษา ทักมาได้ตลอด เขายินดีให้คำปรึกษาค่ะ”

 ถ้าไม่กดดัน แล้วมีสิ่งไหนที่กลัวสำหรับการประกวดเวทีนี้ไหม?

“เอาจริงๆ หนูคิดว่าสิ่งที่น่าจะกลัวเรื่องของการปรับตัว เนื่องจากที่ตัวหนูเอง เมื่อก่อนหนูไม่คุ้นชินกับคนต่างชาติเลย เพราะพอเราอยู่ในสังคมไทย แล้วหนูก็ถูกจำกัดด้วยคำว่าไร้สัญชาติเสมอ มันก็เลยอยู่แค่ในประเทศไทย แต่พอเราจะไปในเวทีใหญ่และเป็นเวทีต่างประเทศ มันมีความกดดันตรงที่ความต่างทางวัฒนธรรม แล้ววัฒนธรรมหลายๆ วัฒนธรรมมารวมกัน เราไม่รู้ว่าต้องปฏิบัติตัวยังไง ซึ่งอันนี้เป็นสิ่งที่น้ำผึ้งต้องไปเรียนรู้มากขึ้น อย่างเช่นว่าถ้าไปเจอเพื่อนๆ ที่มาจากฝั่งยุโรป เขาทักทายกันยังไง แล้ววัฒนธรรมไหนที่เราสามารถทำร่วมกันได้ มันคือการปรับตัวซะส่วนใหญ่ค่ะ ก็ต้องเรียนรู้และทำการบ้านในจุดนี้ให้มากๆค่ะ”

 หลายคนอาจจะสงสัยระหว่างการไม่มีสัญชาติ แปลว่าเขาขาดอะไรกันบ้าง?

“น้ำผึ้งขอเล่าก่อนว่า ถ้าเกิดคนไม่เข้าใจคำว่าไม่มีสัญชาติ หมายถึงหนูไม่มีบัตรประชาชนอย่างนี้ไหม ไม่ใช่นะคะ เพราะไม่มีสัญชาติแต่หนูมีบัตรประชาชนค่ะ เพียงแต่ไม่มีสิทธิในการเข้าถึงสวัสดิการของทางภาครัฐเพราะว่าหนูไม่มีใบรับรองการเกิด แล้วคุณพ่อคุณแม่เอง ก็เป็นคนไม่มีสัญชาติอยู่ด้วย ซึ่งอยู่ในขั้นตอนการพิจารณาการขอสัญชาติ อย่างหนูเองเราเกิดที่ จ.เชียงราย เป็นชนเผ่าไทใหญ่ค่ะ ชาติพันธุ์ไทใหญ่หนูเลยไม่มีสัญชาติ”

 ในปัจจุบันมีสัญชาติเรียบร้อยแล้วใช่ไหม?

“ณ ปัจจุบันนี้ หนูได้สัญชาติเรียบร้อยค่ะ หนูได้สัญชาติเพราะว่าก่อนหน้านี้หนูไปเป็นตัวแทนเยาวชนทีมชาติไทยไปแข่งที่สหรัฐอเมริกาเมื่อปี 2562 แล้วก็หนูได้สัญชาติมาวันที่ 10 พฤษภาคม เมื่อ 7 ปีที่แล้ว แล้ววันที่ 10 พฤษภาคมปีนี้ หนูก็เพิ่งได้มงกุฎมิวเวิล์ดไทยแลนด์มาค่ะ ซึ่งการได้สัญชาติของหนูทำให้หนูปลดล็อกตัวเอง จากที่เมื่อก่อน เราแทบจะไม่มีโอกาสได้ทำอะไรเลย ถึงแม้ว่าเราจะพยายามมากแค่ไหนมันก็ยังมีข้อจำกัดอยู่ แต่พอหนูได้สัญชาติมาปุ๊บ มันก็ทำให้หนูรู้สึกว่าเนี่ยคือสิ่งที่ถูกต้อง มันทำให้โอกาสของเราเป็นจริงได้”

 ก่อนหน้านี้มีดราม่าไหม?

“ช่วงแรกอ่ะมีค่ะ หนักมากด้วย พอหนูเปิดมาเรื่องสัญชาติว่าหนูเป็นคนไร้สัญชาติ ทุกคนก็ด่าหนูว่าเอ้ย ทำไมทำแบบนี้ ทุกคนจะเข้าใจว่าการเป็นคนไร้สัญชาติคือคนที่หนีเข้าเมืองมาแบบผิดกฎหมาย แต่ในความเป็นจริงแล้ว คนไทยบางส่วน ยังไม่สามารถเข้าถึงสวัสดิการได้ เช่น คนในพื้นที่ห่างไกล ห่างบ้านห่างเมืองห่าง หรือห่างตัวเมืองในเรื่องของการศึกษาหรือว่าสิทธิสวัสดิการขั้นพื้นฐานก็เข้าไม่ถึงเหมือนกัน อย่างประเทศไทยเราก็ยังมีบางพื้นที่ที่ คนไทยดั้งเดิมไม่มีสัญชาติก็มี เพราะตกหล่นทางทะเบียนราษฎรค่ะ”

 พอผ่านจุดนั้นมาได้เป็นอย่างไรบ้าง?

“พอทุกคนเข้าใจและรู้ว่าเป้าหมายของหนูคือต้องการช่วยเหลือคำว่ามนุษย์ด้วยกัน หนูมองว่า ต่อให้เขาจะเป็นใครก็ตาม แค่เขาถูกลดทอนสิทธิมนุษยชนขั้นพื้นฐานมันก็ทำให้ความเป็นมนุษย์ของเขาถูกลดลง ดังนัั้นน้ำผึ้งแค่ไปเติมในสิ่งที่อยากให้พวกเขามีความเป็นมนุษย์เท่ากันแบบคนทั่วโลกแค่นั้นเองค่ะ”

 พูดถึงแฟนๆหน่อย มีหลายคนสมัครเป็นแฟนคลับน้ำผึ้งและรักน้ำผึ้งมากๆ รู้สึกอย่างไรบ้าง?

“หนูดีใจมากค่ะ ก่อนหน้านี้หนูต้องยอมรับว่าช่วงแรกที่หนูเข้ามาสู่วงการนางงาม คำว่าแฟนคลับเนี่ย หนูแทบจะไม่ได้เจอเลย ก็จะมีแค่กำลังใจดีๆ จากครอบครัวแล้วก็คนรอบข้าง แต่พอมารอบนี้ หนูเข้าใจแล้วว่าคำว่ากำลังใจจากแฟนคลับคือสิ่งนึงที่เป็นแฟกเตอร์นึงในนั้น ที่ทำให้เรารู้สึกเรามีความสุขกับการประกวดนางงาม ทำให้เรารู้สึกว่าเรามีความสุขกับการที่เราได้ทำ เพราะเขาได้มองเห็นสิ่งที่เราทำแล้วมันดีต่อสังคมจริงๆ แล้วเขาก็ส่งเสริมเรา เพราะว่าบางอย่างเราไม่สามารถที่จะทำด้วยตัวเองแล้วประสบความสำเร็จได้ แต่การมีคนคอยให้ความช่วยเหลือ คอยสนับสนุน อันนั้นมันทำให้ความสำเร็จมันใกล้เข้ามามากขึ้น แล้วก็ทำให้เราเองก็มีพลังงานที่แบบอยากจะต่อ ยอดตรงนี้ให้มันกว้างขวางมากขึ้น”

 สุดท้ายขอกำลังใจจากแฟนๆในการที่น้ำผึ้งจะไปประกวด Miss World หน่อย?

“สำหรับหนูนะคะ หนูมั่นใจในตัวเองว่าหนูพร้อมที่จะทำให้ความฝันของทุกคนเป็นความจริง หนูพร้อมมาก แล้วก็ขึ้นอยู่กับว่าความพร้อมของหนูเนี่ยจะไปตรงกับบริบทตามที่เขาต้องการไหม ซึ่งตัวเราเองก็ตั้งเป้าไว้แล้วว่ายังไงเราก็อยากจะได้ เราอยากได้มากมงฯที่ 2 ให้ประเทศไทย ซึ่งการได้มงฯมันไม่ได้หมายความว่าเราได้ตำแหน่ง แต่มันคือการทำให้ทุกคนทั่วโลกได้รู้จักถึงปัญหาของคำว่าไร้สัญชาติ ซึ่งปัญหานี้มันระดับโลกเลยค่ะ ไม่ได้มีแค่ประเทศไทยเราด้วย มันคือความฝันของหนูด้วยที่จะได้ทำงานร่วมกับทาง Miss World Organization ความฝันนี้เลยทำให้หนูพยายามมากๆ ยังไงขอกำลังใจให้หนูด้วยนะคะ วันที่ 5 กันยายนนี้ จะเป็นวันไฟนอลของมิสเวิลด์ 2026 ก็อยากจะให้ทุกคนติดตามน้ำผึ้งและเชียร์ด้วยนะคะ”

ยิ่งได้พูดคุยกับสาวน้ำผึ้งแล้วก็ยิ่งทำให้หลงรักตัวเธอและทัศนคติของเธอมากๆ ยังไงคนไทยทุกคนอย่าลืมส่งใจไปเชียร์ให้สาวน้ำผึ้งคว้ามงกฎที่ 2 ของเวที Miss World มาครองให้สำเร็จนะจ๊ะ.

เรื่อง : สมคิด แซ่คู / ภาพ : จุมพล นพทิพย์