วันนี้ “ทีมวิถีชีวิต” จะพาไปทำความรู้จักกับ “น้องมด” หรือ “พรมนัส จุมปา” สาวสวยหน้าหวาน เจ้าของฟาร์มไก่ชน “มดพะเยา” และเจ้าของเพจ “น้องมดพะเยา” เธอเป็นชาว ต.แม่อิง อ.ภูกามยาว จ.พะเยา โดยเจ้าของฉายา “นางฟ้าไก่ชน” ได้เล่าเรื่องราวชีวิตให้ฟังว่า คุณพ่อของเธอเสียชีวิตไปแล้ว ส่วนคุณแม่มีอาชีพทำนาและรับจ้างทั่วไป ตัวเธอเป็นลูกสาวคนเดียว ซึ่งตั้งแต่เด็ก ๆ รอบหมู่บ้านจะมีการเลี้ยงไก่ชนแทบทุกครัวเรือน รวมถึงบ้านของเธอก็เช่นกัน โดยตอนเช้าก่อนไปโรงเรียน คุณพ่อจะให้เธอทำหน้าที่ให้อาหารไก่ชนทุกวัน จนทำให้เธอคุ้นเคยกับไก่ชนมาตั้งแต่ยังเล็ก ๆ สาวสวยเจ้าของเรื่องราวเล่าประวัติส่วนตัวให้เราฟัง

ต่อมาเธอได้ศึกษาต่อสาขาวิชาเลขานุการ ระดับ ปวส. ที่วิทยาลัยเทคนิคพะเยา โดยหลังเรียนจบเธอได้ไปทำงานเป็นพนักงานร้านกาแฟแห่งหนึ่งที่ อ.เชียงคำ ได้ค่าแรงวันละ 250 บาท ซึ่งเธอทำอยู่ประมาณ 1 ปี ก่อนจะลาออก และไปทำงานเป็นพนักงานฝ่ายต้อนรับประชาสัมพันธ์ที่ร้านฟิตเนสแห่งหนึ่ง ถึงแม้งานที่นี่จะสบายและรายได้ดีกว่าร้านกาแฟ แต่ค่าใช้จ่ายกลับสูงมากกว่า ทำให้เงินไม่ค่อยพอใช้ ที่สำคัญคือเป็นงานที่ไม่ถนัด และไม่มีเวลาส่วนตัวเลย เธอจึงตัดสินใจลาออก ก่อนจะเข้าสู่เส้นทางการเลี้ยงและเพาะพันธุ์ไก่ชน

เข้าสู่เส้นทางไก่ชนได้ยังไงเหรอคะ ต้องบอกว่ามดรู้จักและผูกพันกับไก่ชนมาตั้งแต่เด็ก ๆ เพราะในชุมชนใกล้บ้านก็เลี้ยงไก่ชนกันอยู่แล้ว ยิ่งได้มารู้จักกับพี่ ๆ ที่เลี้ยงไก่ชน เขาเล่าเรื่องการเลี้ยงไก่ชนและเส้นทางรายได้ให้ฟังคร่าว ๆ พร้อมบอกว่า หากเข้ามาอยู่ในวงการไก่ชนแล้ว ต้องดูแลไก่ชนอย่างจริงจัง รับรองไม่ผิดหวังแน่นอน มดจึงเริ่มสนใจ เพราะรายได้ดี ประกอบกับส่วนตัวชอบไก่ชนอยู่แล้ว เพราะมดมองว่าไก่ชนมีความสวยงาม เป็นสัตว์นักสู้ และมีความฉลาดในตัว ที่สำคัญยังมีมูลค่า สามารถทำเป็นอาชีพได้ไม่แพ้อาชีพอื่น ๆ จึงตัดสินใจลาออกมาศึกษาเรื่องไก่ชนอย่างจริงจัง” มดเล่าถึงเหตุผลที่เปลี่ยนอาชีพ

เจ้าของฟาร์มไก่ชนคนสวยเล่าต่อว่า หลังลาออกจากงานประจำ ก็หันมาทำอาชีพเลี้ยงไก่ชนอย่างจริงจัง โดยเริ่มศึกษาจากซุ้มที่เลี้ยงไก่ออกไปชนตามต่างจังหวัด ซึ่งจะแบ่งเป็น 2 ทีมหลักคือ ทีมที่เลี้ยงไก่เพื่อขายเป็นอาชีพ และทีมที่เลี้ยงไก่ออกชนเป็นอาชีพ เพื่อให้เข้าใจทั้งด้านธุรกิจ และการเป็นโค้ชฝึกสอนไก่ชน นอกจากนี้เธอยังได้รับการฝึกสอนจากผู้เชี่ยวชาญในหมู่บ้าน ทั้งวิธีการให้น้ำไก่ การเช็ดตัว และการประลองไก่ชน ซึ่งสำหรับครั้งแรกที่เธอนำไก่ชนของตัวเองเข้าสู่สนามประลอง เธอมีเงินเดิมพัน 3,300 บาท และครั้งนั้นไก่ชนของเธอก็ได้รับชัยชนะ

ครั้งแรกที่ไก่ชนคว้าชัยชนะ ตอนนั้นรู้สึกตื่นเต้นและภูมิใจมาก จากนั้นก็อยู่กับวงการไก่ชนมาตลอด ถ้าถามถึงมุมมองต่อวงการนี้ มดมองว่ากีฬาไก่ชนเป็นทั้งศาสตร์และศิลป์ ที่ต้องศึกษาและเรียนรู้ทุกวัน ที่สำคัญไก่ชนมีมูลค่า จึงสามารถทำเป็นอาชีพได้ไม่แพ้อาชีพอื่น” มดเล่าถึงเสน่ห์ไก่ชนในมุมมองของเธอ จนทำให้เธอตัดสินใจเข้าวงการนี้

สมัยทำงานเป็นพนักงานพีอาร์

มดบอกว่า ยิ่งนานวันก็มีความชำนาญมากขึ้น จนสามารถดูได้เลยตั้งแต่การคัดเลือกสายพันธุ์ การดูแลกิจวัตรประจำวัน การใช้ยารักษาอาการป่วย เช่น ไก่ขี้เขียว ไก่ขี้ขาว จะทำยังไง ไปจนถึงการจัดคอร์สออกกำลังกายให้กับไก่ชนที่เลี้ยงไว้ ซึ่งเป็นการยกระดับจากการเลี้ยงแบบบ้าน ๆ ไปสู่การเป็นมือโปร และเธอยังบอกอีกว่า ได้พัฒนาจากการเลี้ยงปกติไปเป็นโมเดลธุรกิจสร้างรายได้ โดยปัจจุบันไม่ได้เลี้ยงไก่ไว้ชนเองเท่านั้น แต่ยังวางระบบธุรกิจฟาร์มแบบครบวงจร เพื่อส่งออกไก่ชนเกรดพรีเมียมด้วย โดยรายได้ของธุรกิจนี้จะมีหลัก ๆ ได้แก่ 1.เพาะพันธุ์และแบ่งขายลูกซุ้ม ในราคาเริ่มต้นที่ประมาณ 1,500 บาท 2.รับซื้อคืนเมื่อไก่โตได้ที่ เพื่อนำกลับมาขุนเลี้ยงและฝึกซ้อมก่อนอัปเกรดราคา และ 3.สร้างตลาดรองรับ โดยมีเซียนไก่ภาคกลาง อีสาน และใต้ เดินทางมาซื้อเดือนละกว่า 20 ตัว

มดเริ่มต้นเพาะเลี้ยงไก่อย่างจริงจังโดยนำไก่ชนของลุงมาเพาะเลี้ยง จากนั้นจึงซื้อไก่มาพัฒนาสายพันธุ์ให้หลากหลายขึ้น โดยจะมีทั้งไก่พม่า ไก่ไซ่ง่อน และไก่ป่าก๋อย จนตอนนี้มีไก่ชนที่ออกสนามได้มากกว่า 200ตัวแล้ว”

มดให้ข้อมูลนี้ และนอกจากเลี้ยงไก่ชนส่งลงสังเวียนเอง เธอยังเพาะพันธุ์และคัดไก่ชนนำไปแบ่งขายให้ผู้สนใจ หรือลูกซุ้ม หรือลูกฟาร์มนำไปเลี้ยงต่อด้วย โดยขายในราคาเริ่มต้นที่ตัวละ 1,500 บาท ซึ่งเมื่อไก่ชนโตได้ที่ เธอก็จะซื้อกลับมาขุนเลี้ยงและฝึกซ้อมเพื่อขายต่อ ส่วนลูกค้าของฟาร์มนั้น ปัจจุบันมีทั้งภาคกลาง อีสาน และภาคใต้ ทำให้แต่ละเดือนมีเงินหมุนเวียนจากรายได้ในการขายไก่ชนตลอด จนสามารถเลี้ยงตัวเองและครอบครัวได้เป็นอย่างดี

ภาพตอนพาไก่ไปลงสนาม

มดยังเผย “เคล็ดลับการเลี้ยงไก่ชน” ให้เราฟังว่า การดูแลและฝึกไก่ชนคล้ายการดูแลนักกีฬาเลย โดยเธอจะทำหน้าที่เหมือนโค้ชที่ต้องใส่ใจตั้งแต่อาหารการกิน กิจวัตรประจำวัน ไปจนถึงการจัดคอร์สฝึกซ้อม เพื่อสร้างความแข็งแกร่ง โดยในทุก ๆ เช้า เธอจะเริ่มจากการเปิดมุ้งไก่ ที่กางไว้เพื่อป้องกันยุง จากนั้นจะคอยสังเกตอาการป่วยเบื้องต้น เช่น ตรวจดูว่าไก่ขี้เขียว ขี้ขาว นอนซมหรือไม่ เพื่อจะรักษาอย่างทันท่วงที ต่อด้วยการทำความสะอาดและบำรุงร่างกายไก่ชนแต่ละตัว และหลังจากให้ข้าวเปลือกและอาหารแล้ว ก็จะเช็ดเนื้อเช็ดตัวหรืออาบน้ำให้ไก่ ก่อนนำไปตากแดดเพื่อให้ร่างกายสมบูรณ์แข็งแรง และนอกจากกิจวัตรดูแลไก่ชนข้างต้นแล้ว บางครั้งเธอต้องป้อนยาบำรุง วิตามิน และอาหารเสริม เช่น ไข่ มะเขือเทศ เพื่อให้ไก่มีความพร้อมสูงสุด ส่วนการปล้ำไก่หรือการนำไก่มาซ้อมออกกำลังกาย เพื่อเสริมความแข็งแกร่งนั้น จะใช้เวลาช่วงวันจันทร์-ศุกร์ ในการฟิตซ้อม ส่วนวันเสาร์-อาทิตย์จะเป็นช่วงเวลาของการออกสนาม

ทุกครั้งที่ไก่ลงสนาม เราจะต้องมีการพันเดือย หรือพันตอด้วยผ้านวม เพื่อป้องกันไม่ให้ไก่บาดเจ็บรุนแรง” มดบอกเรื่องนี้ พร้อมกับอธิบายขั้นตอนก่อนลงสนามว่า ก่อนนำไก่ลงสังเวียนทุกครั้ง จะตรวจเช็กความสมบูรณ์ของไก่อย่างละเอียด เริ่มจากดูใบหน้าไก่ของเธอว่า แดงสดใสหรือไม่ หากใบหน้าแดงสมบูรณ์และระบบขับถ่ายดี ถือว่าไก่ตัวนั้นมีความพร้อม นอกจากนี้ยังต้องตรวจสภาพดวงตาว่า ไม่มีการอักเสบหรือมีฟอง รวมถึงสังเกตขี้ไก่ว่ามีลักษณะสมบูรณ์ดีหรือไม่ เพราะเป็นตัวบ่งชี้ความพร้อมของร่างกายจากภายใน และหากไก่มีความพร้อม ก็จะป้อนยาบำรุงและข้าวเปลือกเพียงเล็กน้อย จากนั้นจึงมัดปากไก่ เพื่อนำไปสู่ขั้นตอนการ “เปรียบชน ที่สนามต่อไป ขณะที่เวลาที่เหลือก็จะใช้เวลาในการคิดพัฒนาธุรกิจฟาร์มไก่ชน โดยเธอบอกว่า พยายามสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับตลาดไก่ชน ซึ่งการต่อยอดทางธุรกิจ จะต้องทำคู่ไปกับการสร้างชื่อเสียงให้กับฟาร์ม โดยวิธีทำให้ฟาร์มมีชื่อเสียงเป็นที่รู้จัก ก็คือ “ไก่จะต้องชนะบ่อย ๆ” เพื่อเป็นเครื่องการันตีคุณภาพไก่ชน

เมื่อพ่อพันธุ์มีชื่อเสียงและเป็นที่จดจำของลูกค้าแล้ว มดจะเปลี่ยนจากการนำไก่ตัวนั้นออกชนบ่อย ๆ มาเป็นการขายลูกไก่ หรือขายเป็นชุดที่เรียกว่าชุดลูก ชุดหลาน ชุดน้องของตัวที่เคยชนะแทน วิธีนี้ช่วยให้ลูกค้าจดจำพ่อพันธุ์ประจำฟาร์มได้ และสร้างรายได้ที่มั่นคงกว่าการนำไปชนอย่างเดียว” สาวสวยเจ้าของฟาร์มเผยทริกทำธุรกิจ

ประคบประหงมลูกรักใกล้ชิด

ส่วน “เทคนิคคัดไก่ชน” นั้น มดบอกว่า เธอจะเลือกจากสายเลือดที่ฉลาด โดยเธอเชื่อว่าไก่บางตัวเกิดมาพร้อมความเก่งและความฉลาด ซึ่งเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว โดยเธอจะนำลูกหลานของพ่อพันธุ์เหล่านั้นมาลองเทสต์ หรือลองปล้ำกันภายในฟาร์ม หรืออุ้มไปลองเชิงกับฟาร์มอื่น เพื่อวัดระดับฝีมือ ก่อนจะนำไปลงเดิมพันหรือส่งต่อให้ลูกค้า ทั้งนี้ เจ้าของฟาร์มคนสวยยังบอกอีกว่าอนาคตวงการไก่ชนไทยกำลังก้าวสู่ความเป็นสากลมากขึ้น ทั้งการพัฒนาระบบขนส่งที่ได้มาตรฐาน และการที่เกษตรกรรุ่นใหม่ ๆ เริ่มปรับตัวด้วยการเรียนภาษาอังกฤษและภาษาจีนเพื่อสื่อสารกับลูกค้าต่างชาติโดยตรง รวมถึงการต่อยอดธุรกิจไปสู่การผลิตยาและเวชภัณฑ์ไก่ชนขายออนไลน์ ทำให้มองว่า ตลาดไก่ชนของไทยน่าจะไปได้ไกลในระดับอินเตอร์

ก่อนจบการสนทนา “มด-พรมนัส” เจ้าของฉายา “นางฟ้าไก่ชน” พูดถึงความฝันของเธอไว้กับ “ทีมวิถีชีวิต” ว่า แม้ธุรกิจนี้จะเริ่มต้นจากความรักความชอบส่วนตัว แต่เธอก็ได้นำแนวคิดการตลาดกับความคิดสร้างสรรค์มาต่อยอด จนเกิดเป็นโมเดลธุรกิจไก่ชนในสไตล์ของตัวเธอ ยิ่งปัจจุบันมีช่องทางการตลาดออนไลน์ ก็ยิ่งทำให้ฟาร์มเข้าถึงลูกค้าได้สะดวกรวดเร็วและเป็นวงกว้างได้มากขึ้น ทำให้เธอมองว่า อนาคตธุรกิจฟาร์มไก่ชนน่าจะเติบโตไปได้อีกมาก และตอนนี้เธอก็คิดเรื่องการขยายตลาดไปยังต่างประเทศด้วย ทำให้ตอนนี้เธอต้องลงเรียนภาษาอังกฤษและภาษาจีน เพื่อเอาไว้สื่อสารและเจรจาการค้า

“ในอนาคตตั้งใจจะขยายฟาร์มให้เป็นสัดส่วนขึ้น เพื่อให้พร้อมต้อนรับแขกต่างชาติที่ต้องการเดินทางเข้ามาชมไก่ที่ฟาร์ม ซึ่งมดมองว่าในอนาคตจะมีชาวต่างชาติเข้ามาซื้อไก่ชนในประเทศไทยมากขึ้น เพราะปัจจุบันมีลูกค้าชาวจีนที่เคยมาซื้อไก่ที่ซุ้มแล้ว 3-4ครั้ง รวมถึงลูกค้าอินเดียที่เริ่มเข้ามาซื้อไก่ชนเช่นกัน ซึ่งมดเชื่อมั่นว่า…ไก่ชนไทยมีโอกาสรุ่งสูงมาก.”

ฟาร์มไก่ชนไทย’ ชื่อเสียงระบือไกล

มดพรมนัส” บอกว่า ในประเทศไทยไก่ชนจะมีสายพันธุ์หลัก ๆ ได้แก่ ไก่ป่าก๋อย ไก่พม่า และไก่เชิง โดยสายพันธุ์พม่าจะได้รับความนิยมสูงสุด เธอจึงเลือกพัฒนาสายพันธุ์พม่าเพื่อจำหน่ายเช่นกัน โดยเฉพาะลูกค้าชาวจีนที่นิยมไก่ชนที่มีขนาดตัวค่อนข้างใหญ่ หรือที่คนวงการไก่ชนเรียกกันว่า “รอยใหญ่” ซึ่งลูกค้ากลุ่มนี้จะชอบไก่ที่มีน้ำหนักตัว 2.5-2.9 กิโลกรัม เนื่องจากจะนำไปใช้ในกิจกรรมการชนไก่ ซึ่งขณะนี้กำลังได้รับความนิยมอย่างมากในกลุ่มคนจีน ทั้งนี้ มดเผยว่า วงการไก่ชนในประเทศไทยตอนนี้ก้าวหน้าไปเร็วมาก และได้รับการยอมรับในระดับสากล โดยนอกจากชาวจีนแล้ว ยังมีลูกค้าจากอินโดนีเซีย มาเลเซีย และอินเดีย ที่สนใจซื้อไก่ชนจากไทย เพราะเชื่อมั่นในคุณภาพ

ถ้าเป็นลูกค้าอินโดนีเซียและมาเลเซียมักซื้อผ่านนายหน้าคนไทย ซึ่งทำหน้าที่รับช่วงต่อจากฟาร์ม เพื่อนำไก่ส่งออก โดยจะเดินทางมารับไก่ตามจุดยุทธศาสตร์สำคัญ เช่น ที่ จ.สตูล หรือที่ อ.แม่สาย หรือแม้แต่ในกรุงเทพฯ เพื่อรวบรวมและดำเนินการขนส่งต่อไปยังลูกค้าต่างชาติ ส่วนลูกค้าชาวจีนส่วนใหญ่จะเดินทางมาซื้อถึงฟาร์ม”

เชาวลี ชุมขำ : รายงาน