โดยเส้นทางที่เธอเข้าไปค้นหานั้น ไม่ได้มีเพียงแค่ความสวยงามของสถานที่ แต่ยังเป็นการค้นหาความหมายชีวิตภายในจิตใจตัวเองด้วย ที่วันนี้ “ทีมวิถีชีวิต” มีเรื่องราวของสาวคนนี้มาฝากกัน…
“ออน-สุนีย์ มงคลชูชื่น” คือชื่อของคอนเทนต์ครีเอเตอร์สาวนักเดินทาง ผู้ก่อตั้งเพจ “ตัวแทนหมู่บ้าน : Sunee” ซึ่งเป็นเจ้าของเรื่องราววันนี้ โดยเธอเล่าประวัติส่วนตัวให้ “ทีมวิถีชีวิต” ฟังว่า เกิดและเติบโตมาในหมู่บ้านห้วยไร่สามัคคี อ.แม่ฟ้าหลวง จ.เชียงราย ซึ่งที่นี่เป็นชุมชนเล็ก ๆ ของชาวไทยเชื้อสายจีนบนดอยสูง โดยช่วงวัยเด็กของเธอไม่ต่างจากเด็กดอยทั่ว ๆ ไปที่มองไม่ออกว่าอนาคตจะทำอะไร นอกจากการจบชั้นมัธยมศึกษาตอนต้นแล้วมุ่งหน้าสู่เข้าสู่ภาคอุตสาหกรรมในฐานะ “สาวโรงงาน”

“ครูที่หมู่บ้านเคยถามว่าโตขึ้นอยากเป็นอะไร เราก็ตอบว่าน่าจะเป็นสาวโรงงาน เพราะรู้สึกว่าสาวโรงงานน่าจะเป็นอาชีพที่ง่าย ได้เงินเดือน แล้วก็ได้อยู่บ้านด้วย ความฝันมีแค่นั้นจริง ๆ” สุนีย์เล่าถึงความทรงจำนี้ด้วยรอยยิ้ม แต่แล้วจุดเปลี่ยนครั้งสำคัญก็มาถึง เมื่อเธอกำลังจะจบชั้น ม.3 เมื่อ “ครูเล็ก-ภัทราวดี มีชูธน” นำโปรเจกต์ศิลปะและการแสดงขึ้นมาสอนเด็ก ๆ บนดอย โดยสุนีย์ยอมรับว่า เธอเลือกเข้าร่วมกิจกรรมนี้ เพียงเพราะความขี้เกียจเรียนหนังสือในห้องเรียน ทว่าความขี้เกียจวันนั้นกลับเปิดประตูบานใหม่ที่เธอไม่เคยนึกฝัน เมื่อจบโปรเจกต์ดังกล่าว ทางครูเล็กได้เอ่ยปากชวนเธอลงมาอยู่กรุงเทพฯ พร้อมมอบทุนการศึกษาให้ไปใช้ชีวิตและเรียนรู้ในโรงละคร

“เด็กคนอื่น ๆ ในหมู่บ้านไม่มีใครกล้าคว้าโอกาสนี้ไว้ เพราะความกลัว มีเพียงเราคนเดียวที่ตื่นเต้นและคิดสั้น ๆ แค่ว่าน่าสนุกดี จึงตอบตกลงทันที โดยไม่ได้ปรึกษาพ่อแม่” เธอเล่าเรื่องนี้ ที่ได้กลายเป็นจุดเริ่มต้นที่เปลี่ยนทิศทางชีวิตไปอย่างสิ้นเชิง โดยเธอบอกว่า หลังจากที่แม่รู้ก็โมโหมาก แต่เธอก็ได้แรงสนับสนุนจากพี่ชาย ก็เลยได้มาใช้ชีวิตและเรียนอยู่ที่กรุงเทพฯ ซึ่งการมาอยู่กรุงเทพฯ ทำให้เธอได้เปลี่ยนทัศนคติต่อการศึกษา จากเด็กที่ตั้งคำถามว่าเรียนไปเพื่ออะไร กลายเป็นเข้าใจเป้าหมายชีวิตผ่านการขัดเกลาจากครูที่ดี จากนั้นก็เริ่มปรับตัวเข้ากับสังคมเมือง ทั้งด้านนิสัยและการดำเนินชีวิต
เธอเล่าว่า หลังใช้ชีวิตเรียนสายอาชีพและฝึกฝนศิลปะในโรงละครกรุงเทพฯ ได้ 2 ปี จากนั้นครูเล็กก็ได้มาเปิดโรงเรียนภัทราวดี หัวหิน เธอจึงเลือกติดตามไปเรียนต่อด้วย แม้ต้องเริ่มเรียน ม.5 ใหม่ช้ากว่าเพื่อนร่วมรุ่นหนึ่งปี แต่นั่นคือพื้นที่ที่หล่อหลอมตัวตนของเธอ โดยโรงเรียนแห่งนี้ให้อิสระในการค้นหาความถนัดของตัวเองในทุกด้าน ทำให้เธอได้ลองทำงานหลากหลายตั้งแต่งานแม่บ้าน งานเอกสาร ไปจนถึงความฝันที่อยากเป็นนักร้อง แต่หลังจากที่เธอได้ลองร้องเพลงให้ฟังเพียงเพลงเดียว ครูเล็กก็พูดกับเธออย่างตรงไปตรงมาว่า เธอคงเป็นนักร้องไม่ได้เพราะไม่ได้อยากเป็นจริง ๆ จนทำให้เธอพบว่านั่นยังไม่ใช่ตัวตนที่แท้จริง จนกระทั่งเธอได้มีโอกาสสัมผัสกับงานศิลปะและงานปั้นดิน ที่มารู้ตอนหลังว่าป็นสิ่งเดียวที่เธอสามารถอยู่กับมันได้ยาวนานที่สุด จนกระทั่งเมื่อเรียนจบเธอก็เลือกทำงานเป็นครูฝึกสอนที่นั่นต่อ พร้อมตัดสินใจลงเรียนคณะครุศาสตร์ ที่มหาวิทยาลัยรามคำแหง แต่หลังจากเรียนอยู่ชั้นปี 4 ช่วงที่ออกไปฝึกงาน เธอก็พบว่าระบบราชการและกฎเกณฑ์ที่ตายตัวไม่ใช่สิ่งที่ตอบโจทย์ชีวิตของเธอเลย สุดท้ายความคิดที่อยากจะเป็นครูของเธอจึงเริ่มสั่นคลอนในที่สุด

ภาพถ่ายที่จุดประกายความฝัน
“ตอนนั้นเชื่อมั่นไปแล้วว่ายังไง ๆ ก็ต้องเป็นครู จนมาพบว่าระบบราชการไม่ใช่สิ่งที่เราชอบ และอาชีพครูต้องอาศัยความเสียสละอย่างมาก จึงไม่น่าจะใช่ทางก็เลยตัดสินใจทำเรื่องย้ายหน่วยกิตอย่างลับ ๆ ไปเรียนสาขาสื่อสารมวลชนแทน เพื่อให้เรียนจบได้ตามเป้าหมายและรีบออกไปทำในสิ่งที่ใจปรารถนา”...เธอบอก พร้อมเล่าอีกว่า การตัดสินใจครั้งนี้เป็นจุดเริ่มต้นของการเป็นนักเดินทางของเธอ โดยจุดเปลี่ยนสำคัญที่ทำให้เธอตกหลุมรักการเดินทางเกิดขึ้นช่วงปิดเทอม เมื่อมีโอกาสได้ไปแบกเป้ไปเที่ยวประเทศเวียดนาม และได้พบกับภาพถ่ายใบหนึ่งที่นักท่องเที่ยวต่างชาติวางขายซึ่งเป็น “ภาพชายคนหนึ่งที่นั่งอยู่บนรถไฟ”
“วินาทีที่ได้เห็นภาพนั้นยอมรับว่าหัวใจเต้นแรงมาก มันเป็นแรงบันดาลใจและความตั้งใจว่าวันหนึ่งเราจะต้องได้เดินทางแบบนี้” เธอกล่าว และทันทีที่กลับมาประเทศไทย เธอก็เดินไปบอกครูเล็กตรง ๆ ว่า “หนูจะไปเดินทาง” ท่ามกลางความห่วงใยของผู้ใหญ่ที่อยากเห็นเธอเลือกเส้นทางที่มั่นคงและปลอดภัย จากนั้นเธอก็ย้ายกลับมาตั้งหลักที่กรุงเทพฯ ด้วยคติในใจว่า “ถ้าขยับและขยัน ยังไงก็ไม่อดตาย” โดยเธอเริ่มต้นด้วยการเข้าคอร์สเรียนไกด์ภาษาจีนเป็นเวลา 3 เดือน เพราะคิดว่าอาชีพนี้จะทำให้ได้เดินทางไปต่างประเทศบ่อย ๆ ตามที่ใจฝัน แต่หลังได้ลงมือฝึกงานจริงแค่วันเดียว ก็พบว่ากฎระเบียบที่เคร่งครัด การแต่งกายตามยูนิฟอร์ม และการต้องถือธงนำลูกทัวร์เป็นสิ่งที่ไม่ถูกจริตกับเธอเลย เธอจึงตัดสินใจลาออก หลังจากนั้นก็เลือกทำอาชีพรับจ้างสารพัดเพื่อเก็บเงินเที่ยว ตั้งแต่รับวาดรูป ขายของที่ตลาดนัดจตุจักร ไปจนถึงการเป็นแอดมินเพจ


บางส่วนของการเดินทาง
“ช่วงนั้นใช้ชีวิตอย่างประหยัดมัธยัสถ์ที่สุดเพื่อเก็บเงินเป็นทุนทำตามความฝัน” เธอกล่าว พร้อมบอกว่า ทุก ๆ วันจะพาตัวเองไปสิงสถิตที่ร้านหนังสือ นั่งอ่านหนังสือท่องเที่ยว จนได้พบกับหนังสือที่บอกเล่าเรื่องราวการเดินทางบน “รถไฟสายทรานส์ไซบีเรีย” ซึ่งหนังสือเล่มนั้นได้จุดไฟฝันครั้งใหญ่ให้เธอตั้งเป้าจะนั่งรถไฟข้ามทวีปจากจีน ผ่านมองโกเลีย รัสเซีย ไปสู่สวิตเซอร์แลนด์ ทำให้เธอตั้งเป้าว่าจะต้องเก็บเงินให้ได้ในเวลา 1 ปี และในระหว่างนั้นเอง เธอใช้ความกล้าเสนอตัว “เที่ยวฟรีในโลกโซเชียล” โดยแลกกับการทำหน้าที่ถ่ายรูปให้ทีมเดินทาง ทั้ง ๆ ที่ตอนนั้ถ่ายรูปไม่เป็นเลยด้วยซ้ำ แต่ด้วยความกล้าทำให้เธอได้รับโอกาสร่วมเดินทางไปอินเดียเป็นครั้งแรก จากนั้นเธอก็กลับมาฝึกฝนอย่างหนัก จนได้รับโอกาสไปถ่ายภาพแสงเหนือที่นอร์เวย์
แล้วที่สุดความพยายามตลอด 1 ปีเต็ม เมื่อเธอเก็บเงินได้ 100,000 บาท จึงตัดสินใจแบกเป้เดินทางยาวนานกว่า 40 วัน ร่วมกับเพื่อนผู้หญิงอีกหนึ่งคน โดยมุ่งหน้าสู่เส้นทางรถไฟสายทรานส์ไซบีเรียในฝันได้สำเร็จ และเป็นจุดเริ่มต้นของเพจ “ตัวแทนหมู่บ้าน : Sunee” โดยเธอเล่าว่า ระหว่างการเดินทางบนรถไฟสายทรานส์ไซบีเรียอันยาวนาน เธอได้บันทึกเรื่องราวและถ่ายภาพเก็บไว้จำนวนมาก จนพื้นที่ในเฟซบุ๊กไม่สามารถรองรับเรื่องราวได้ทั้งหมด จึงตัดสินใจเปิดเพจเฟซบุ๊กขึ้นมาใหม่โดยตั้งชื่อสั้น ๆ ว่า “สุนีย์” เพื่อใช้เป็นพื้นที่บันทึกความทรงจำ ส่วนคำว่า “ตัวแทนหมู่บ้าน” นั้น เธอบอกว่า เป็นคำที่เพื่อน ๆ ในกลุ่มชอบแซวเธอ แต่คำนี้กลับสะดุดใจมาก เปรียบเหมือนความจริงที่ว่าเธอเป็นเด็กคนเดียวที่กล้าเดินออกจากหมู่บ้านบนดอยเพื่อมาใช้ชีวิตในเมืองใหญ่ ท่ามกลางคำสบประมาทและการตั้งคำถามจากผู้ใหญ่ที่ไม่เข้าใจ

ดอยหลวงเชียงดาว เป้าหมายใหม่ในชีวิต
“เราเลยอยากเป็นตัวแทนที่จะบอกว่า ไม่จำเป็นต้องทำตามที่ผู้ใหญ่หรือสังคมขีดเส้นให้ตลอดเวลา แต่ควรหันกลับมาฟังเสียงที่หัวใจเรียกร้องบ้าง ก็เลยนำมาตั้งเป็นชื่อเพจใหม่” สุนีย์กล่าว พร้อมเล่าถึงจุดเริ่มต้นของการเป็นนักเดินป่าว่าหลังจากจบทริปและเดินทางกลับประเทศไทย เงินเก็บที่มีก็หมด จึงกลับมาทำงานประจำที่ร้าน The Puffin House เป็นร้านขายอุปกรณ์แบ็คแพ็ค จนช่วงโควิด-19 ออกต่างประเทศไม่ได้ เลยเดินป่าในไทยทุกอาทิตย์ จนหลงใหลการเดินป่าไปเลย
“การเดินป่าสอนให้ต้องรับผิดชอบตัวเองแบบร้อยเปอร์เซ็นต์ และการได้อยู่กับความเงียบและธรรมชาติช่วยให้เราได้ทบทวนตัวเอง จนทำความเข้าใจและมองเห็นเป้าหมายที่แท้จริงของชีวิตได้ชัดเจนขึ้น” เธอบอกเรื่องนี้
พร้อมกับเล่าอีกว่า หลังจากสถานการณ์คลี่คลาย เธอก็ตัดสินใจย้ายตัวเองมาใช้ชีวิตที่จังหวัดเชียงใหม่ ทั้งที่ยังไม่รู้จะทำมาหากินอะไร จนผ่านไปครึ่งปีเธอจึงเริ่มจัดทริปท่องเที่ยว และรับงานรีวิวอุปกรณ์เดินป่า รวมถึงที่พักต่าง ๆ จนเริ่มมีรายได้ และตลอดเวลา 5 ปีที่อาศัยในเชียงใหม่ เธอมักจะขับรถเดินทางมาแช่บ่อน้ำร้อนธรรมชาติที่อำเภอเชียงดาวแทบจะทุกวัน เพราะความชอบส่วนตัว ซึ่งจากความหลงใหลในความเงียบสงบ ก็ก่อเกิดเป็นความฝันครั้งใหม่ว่า วันหนึ่งจะต้องย้ายมาปักหลักอยู่ที่เชียงดาวให้ได้ จนความสัมพันธ์กับแฟนหนุ่มสิ้นสุดลง เธอจึงตัดสินใจก้าวออกจากคอมฟอร์ทโซนอีกครั้ง ด้วยการหอบกระเป๋าย้ายมาเช่าบ้านอยู่ที่เชียงดาวตามที่เคยฝันไว้ และเปลี่ยนสไตล์การเดินทางจากการแบกเป้เดินทางข้ามโลก มาเป็นการขี่รถมอเตอร์ไซค์ท่องเที่ยวควบคู่ไปกับรับงานถ่ายภาพให้บริษัททัวร์ต่างประเทศ

บ้านที่บรรจงแต่งแต้มเป็นพื้นที่ความสุข
“ชีวิตวันนี้เรียบง่ายและสงบไม่ต่างจากคนวัยเกษียณ จนพูดได้เลยว่าวันนี้มีความสุขกับการปลูกผักสวนครัวไว้กินเองในรั้วบ้าน ขณะเดียวกันก็ยังคงรับงานในฐานะคอนเทนต์ครีเอเตอร์อยู่” ออน-สุนีย์ กล่าว
ก่อนจบบทสนทนา “ออน-สุนีย์” พูดถึง “เป้าหมายชีวิต” ให้ “ทีมวิถีชีวิต” ฟังว่า… ตอนนี้เป้าหมายเปลี่ยนไปแล้ว ซึ่งเธอยอมรับว่าไม่ได้ต้องการออกเดินทางตลอดเวลาเหมือนแต่ก่อนอีกแล้ว แต่ความปรารถนาดตอนนี้ คือ การลงมือตกแต่งบ้านเช่าให้เป็นงานศิลปะ “ตอนนี้ตั้งใจจะใช้วิชาความรู้ที่เคยซึมซับจากบ้านศิลปินของครูเล็ก-ภัทราวดี มาวาดรูปแต่งแต้มลงในบ้านเช่าหลังนี้ เพื่อสร้างพื้นที่ความสุขของตัวเอง ส่วนการเดินทางก็ยังคงมีอยู่เรื่อย ๆ เพราะทิ้งไม่ได้ เนื่องจาก…เป็นเหมือนกับการเติมพลังให้ชีวิต”.

‘คู่มือตามหาฝัน’ ฉบับตัวแทนหมู่บ้าน
ในฐานะสาวนักเดินทางที่ใช้เสียงเรียกร้องจากหัวใจตัวเองนำทางชีวิตมาตั้งแต่เด็ก ๆ “ออน–สุนีย์ มงคลชูชื่น” จึงขอทำหน้าที่เป็น “ตัวแทนหมู่บ้าน” เพื่อมาส่งพลังให้คนที่กำลังลังเลว่าจะก้าวออกจากกรอบเดิม ๆ ของชีวิตดีหรือไม่? โดยเธอบอกว่าก่อนอื่นให้คนที่ยังลังเลใจอยู่นั้น ให้เริ่มต้นจาก “ให้ลองกลับมาตั้งคำถามกับตัวเอง” ว่า พอใจกับชีวิตที่เป็นอยู่ตอนนี้จริงหรือเปล่า เพราะหลายคนชอบคิดว่าต้องรอให้รวย หรือพร้อมกว่านี้ก่อน ถึงจะออกไปใช้ชีวิตได้ แต่ความจริงไม่มีคำว่าพร้อมร้อยเปอร์เซ็นต์บนเส้นทางความฝัน ดังนั้น ถ้าคุณมีความฝัน จงจินตนาการภาพของตัวเองในจุดนั้นให้ชัด แล้วพาตัวเองไปอยู่ใกล้ ๆ กับความฝันให้มากที่สุด “ที่จะแนะนำคือ ไม่ต้องรีบวิ่งตามสปีดของใคร แต่ค่อย ๆ ก้าวในจังหวะของเราเอง เพราะชีวิตไม่ใช่การแข่งขัน แต่คือการเติบโตในแบบที่เราเลือก สิ่งสำคัญ คือต้องรับผิดชอบความสุขตัวเองให้ได้ โดยอย่ามัวแต่ทำงานจนลืมความฝัน หรือทำความฝันให้คนอื่น จนละเลยความฝันของตัวเอง”.
บดินทร์ ศักดาเยี่ยงยงค์ : รายงาน



