กลายเป็นอีกหนึ่งค่ำคืนแห่งความทรงจำสำหรับพระเอกหนุ่ม “ณเดชน์ คูกิมิยะ” กับภรรยาคนสวย “ญาญ่า อุรัสยา” เลยก็ว่าได้ กับงานแต่งครั้งที่ 3 ของครั้งคู่ที่กรุงเทพมหานคร โดยโลกออนไลน์ยังคงพูดถึงความประทับใจกันอย่างมากมาย ซึ่งล่าสุด ณเดชน์ ที่ได้มาร่วมงานแถลงข่าวเปิดตัวภาพยนตร์เรื่อง คนเดือดทวงแค้น ณ ลานกิจกรรม Fashion Hall ชั้น 1 ศูนย์การค้าสยามพารากอน ก็ได้ออกมาเปิดใจถึงบรรยากาศงานฉลองแต่งงาน โดยณเดชน์ยอมรับแบบตรงไปตรงมาว่า งานนี้เป็นงานที่สนุกที่สุด เพราะใส่พลังเต็มที่แบบไม่มีกั๊ก พร้อมเล่าความตื่นเต้นที่เจอกับศิลปินระดับโลกอย่าง “ลิซ่า ลลิษา” เป็นครั้งแรก และภาพความประทับของครอบครัวที่ถ่ายคู่กับ “คุณพ่อโยชิโอ” ด้วย

ณเดชน์ เผยว่า “ยังคุยกับญาญ่าอยู่เลยว่าจริงๆ แล้วงานที่ 3 รู้สึกว่าเป็นงานที่สนุกที่สุด สนุกมากจริงๆ ครับ แล้วผมเชื่อว่าทุกคนก็สนุก มันเลยเป็นเหตุผลว่าทำไมผมถึงได้สนุกไปเบอร์นั้นขนาดนั้น ที่ถอดเสื้อบนเวทีจริงๆ ผมเป็นปกตินะครับถอดเสื้อเป็นปกติ คือญาญ่าให้คิวครับ ก็เลยได้เวลาพอดี แต่พอลงเวทีก็กลับมาใส่ต่อนะ ก็ยังมีสติ ยังอายอยู่ ที่ฟิตหุ่นมามันคุ้มค่ามากครับ มันเป็นงานที่ผมรู้สึกว่ามันเป็นงานเหมือนกับงานสุดท้าย เรารู้สึกว่าเราก็เต็มที่ ภาพรวมวันนั้นจริงๆ พิธีการก็ไม่ได้มีอะไรที่มันค่อนข้างยืดยาวนะครับ ตัดเค้กเสร็จ มอบเค้กเสร็จก็ After Party เลยครับ วันนั้นตี 1 เขาก็ปิดไฟไล่แล้วครับ ก็ไม่มีคนอยู่ต่อครับ ก็จบแยกย้าย ผมก็ขึ้นข้างบน เชื่อไหมเย็นวันนั้นผมไม่ได้กินข้าวเลย แต่เอนเนอร์จี้เยอะมาก ซึ่งผมคิดว่าด้วยเพื่อนด้วยแหละครับ เพื่อนๆ ทุกคนแฮปปี้กันหมด คือกว่าเราจะเสร็จพิธีการ กว่าจะไปเปลี่ยนชุดมาเป็น After Party กว่าจะไปเซตอัปอะไรใหม่ๆ เพื่อนๆ ทุกคนก็เต็มที่แซงหน้าพวกเราไปหมดแล้ว เราก็พยายามที่จะตามให้ทัน แต่เป็นการรวมคนเยอะมากๆ ครับ ผมตื่นมาเมจิกเต็มตัวผมหมดเลย (หัวเราะ) ผมไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นบ้าง มีใครเขียนบ้าง เขียนอะไรบ้างก็ไม่รู้ จำไม่ได้ว่าใครเขียนบ้างแต่รู้ว่ามีคนเขียน ผมก็ปล่อยมันไป ใครอยากเขียนอะไรก็เขียนไป แม่ผมยังเขียนเลย (หัวเราะ) แม่ผมเขียนรูปหัวใจแหละครับ

ที่หลายคนมองว่าเป็นงานแต่งแห่งปี เราก็ดีใจครับ ที่เราได้มีโอกาสเลี้ยงขอบคุณทุกๆ คนที่มีส่วนเกี่ยวข้อง ร่วมเดินทางมากับพวกเรา 2 คน มันเป็นอีกหนึ่ง Chapter ในชีวิตที่ผมกับน้องมี แล้วก็อยากจะมอบพิธีค่ำคืนงานแต่งงานนี้ให้กับทุกคน ส่วนในไอจีสตอรี่ตอนนั้นคือไม่แบกร่างไปไหนแล้วครับ นอนอยู่บนเตียงอย่างนั้นแหละครับ ไม่ทำอะไรเลย กินข้าวกันก็ไม่ลง (ยิ้ม) มีความสุขครับ ตื่นเที่ยงเลยครับ เมื่อเช้ายังหน้าบวมอยู่เลย บวมโซเดียม (ยิ้ม) ส่วนแขกในงานก็มาร่วมกันเยอะมาก ลิซ่าก็ให้เกียรติมางาน ก็เป็นแขกของน้องญาญ่าครับ เขาก็มาร่วมยินดีกับเราทั้ง 2 คนด้วย ก็ขอบคุณมากครับ ตอนที่ถ่ายรูปอันนั้นตื่นเต้นครับ เอาจริงๆ เราก็ตื่นเต้น ไม่เคยเจอกันเลยครับ คิดว่าเป็นครั้งแรกครับ ไม่เคยมีโอกาสได้เจอแต่ลิซ่าเขาก็น่ารักมากครับ ก็ได้เห็นชอตที่เขาเต้นด้วยกันกับญาญ่า น่ารักครับ น้องเขาก็ขอแสดงความยินดีด้วยครับ แต่ว่าผมไม่ค่อยกล้าคุยครับ ก็จะเป็นญาญ่าแทนครับ ญาญ่าคุยเยอะกว่า ถ้าถามว่าแขกคนไหนที่เซอร์ไพร้ส์เราอีกไหม จริงๆ ถ้าพูดโดยรวมผมรู้สึกว่าผมเซอร์ไพร้ส์กับตัวเองมากกว่าครับ (หัวเราะ) เรื่องที่ขึ้นเวทีถอดเสื้อร้องเพลงนี่แหละครับ ซึ่งตอนสัมภาษณ์ผมบอกว่าจะไม่ร้อง แต่อดใจไม่ไหวครับ แต่ผมจำทุกโมเมนต์ได้ครับ คือผมถือไมค์ตลอดเลย ไม่ให้ใครเลย เป็น MC คือเชียร์อัปเพื่อนๆ ทุกคน เรียกทุกคนมาหน้าเวที บิวท์ทุกคน เราก็มันไปด้วย ก็ได้ไล่ดูตามสตอรี่ของเพื่อนๆ บ้าง ก็อายเหมือนกันครับตอนนี้ (หัวเราะ) คิดว่าจำได้ทุกอย่างครับ ไม่มีภาพตัดครับ วันนั้นสติดีอยู่ครับ”

ณเดชน์ เผยว่า “สำหรับโมเมนต์กับคุณพ่อพ่อโยชิโอไปร่วมงานด้วย จริงๆ ถือว่าโชคดีมากที่เราจัดที่นี่เป็นครั้งที่ 3 คุณพ่อก็ได้มีโอกาสมาอยู่ร่วมเฟรมในชุดแต่งงานของผมกับน้องนะครับ ซึ่งมันก็เป็นความตั้งใจของเราด้วยทั้งคู่ ว่าเราอยาก อยากมีภาพครอบครัวครบๆ กันสัก 1 รูป ถึงแม้ว่าด้วยร่างกายของคุณพ่ออาจจะไม่ได้สมบูรณ์ หรือสามารถที่จะยืนถ่ายรูปได้เหมือนคนปกติ แต่ว่าอย่างน้อยเราก็ได้ทำหน้าที่ของลูกที่ดีในการที่ให้คุณพ่อได้มาอยู่ร่วมในพิธีอันสำคัญของชีวิตเรา รู้สึกว่าตัดสินใจดีมากที่เราเลือกทำแบบนี้กัน ผมก็กระซิบบอกคุณพ่อว่าแบร์รี่จังนะ ญาญ่าจังนะ จะแต่งงานกันนะ ก็พูดซ้ำๆ ประมาณสัก 3 ครั้ง แกก็รับรู้ครับ ส่วนเรื่องที่หลายคนลุ้นกลับมาร่วมงานแสดงกับญาญ่า จริงๆ ผมก็มีแอบคุยกันเหมือนกันนะครับ ว่าถ้าเล่นด้วยกันอยากจะเล่นแนวไหน ก็มีคุยกันขำๆ ประมาณนึง แต่ว่าไม่ได้ถึงขนาดว่าจะเริ่มแพลนเลย ก็อยากกลับมาทำงานด้วยกันอีกครั้งนึง แต่ว่าอาจจะด้วยบทบาทแบบไหน แต่ขายจิ้นอาจจะไม่ได้แล้ว (หัวเราะ) จิ้นไปหมดแล้ว อาจจะต้องเป็นอะไรที่มันเป็นการประชันฝีมือสักอย่างนึง เราก็ไม่รู้เหมือนกัน แต่รู้สึกว่าถ้ามีโอกาสก็คงอยากจะกลับมาทำงานอีกครั้ง คือตอนนี้เล่นละครด้วยกันล่าสุดก็รู้จังหวะ รู้อะไรกันหมดแล้ว แต่ถ้าได้กลับมาเจอกันใหม่อีกครั้ง มันน่าจะเป็นอะไรที่รีเฟรชชิ่งดีครับ

ที่เล่นด้วยกันล่าสุดผมว่าสัก 4-5 ปีมั้งครับ ตั้งแต่ลายกินรีก็คือเรื่องสุดท้าย ถ้ามีโอกาสผมว่าด้วยเบสของคนดูคิดว่า คือรักโรแมนติกก็พอได้นะ แต่ถ้าเกิดมาจิ้นกัน ผมรู้สึกว่าอาจจะไม่ใช่แล้ว น่าจะเป็นเรื่องอะไรที่มันเป็นเรื่องของฝีมือ คือมันไม่จำเป็นต้องเป็นดราม่าอย่างเดียว คือถ้าเราหาเรื่องที่มันสนุกได้จริงๆ นะครับ ผมเชื่อว่ายังไงเราก็ทำงานด้วยกันได้ดีมากๆ ซึ่งถ้าคนเดือดทวงแค้นก็น่าจะเป็นอะไรที่โหดที่สุด แต่เดี๋ยวหลังจากนี้คงจะมีโปรเจกต์อะไรที่แปลกใหม่มากขึ้นครับ ผมรู้สึกว่าเราไปอยู่ในโปรดักชันอะไรก็ตามที่เรารู้สึกว่าเขาผลักดันให้เรามีความเหนื่อย มีความยาก มีความภาคเพียรพยายามมากๆ มันจะช่วยส่งเสริมให้เรารู้สึกว่าเราอยากที่จะพัฒนาตัวเองมากๆ เราก็เลยพยายามที่จะมองหางานหรือว่าโปรดักชันที่ค่อนข้างท้าทายตัวเราอยู่เสมอครับ อันนั้นก็เป็นสิ่งหนึ่งที่เป็นเกณฑ์ในการรับงานในช่วงหลังๆ มานี้ครับ ผมรู้สึกว่าถ้าเราจะมองกลับไปในช่วง 10 ปีที่แล้วกับละครโทรทัศน์ การที่เราได้เป็นพระเอก แต่งตัวหล่อๆ มีการจีบกันกับนางเอก กว่าจะตกหลุมรักกันก็มีความเข้าใจผิด ส่วนตัวแล้วรู้สึกว่าในยุคปัจจุบัน สำหรับตัวผมนะ ผมรู้สึกว่ามันไม่ได้มีความท้าทายอะไรกับตัวเรามากมายขนาดนั้น แต่ถ้าบทดีๆ เรื่องดีๆ เราก็รู้สึกว่าเราสนใจ แต่ตอนนี้ผมว่างานอะไรที่มันแปลกใหม่จากที่เราเคยทำมาก่อนหน้านี้ ผมว่ามันเป็นสิ่งหนึ่งที่เรารู้สึกว่าเรากำลังมองหา เรากระหายที่จะทำสิ่งนั้นมากกว่า ถามว่ารับงานต้องปรึกษาญาญ่าไหม จริงๆ เรื่องงานเราจะมีทีมและผู้จัดการต่างหากครับ เราไม่ได้มาปรึกษาคุยกัน แต่เราก็จะมีมองภาพรวมว่าอะไรที่เหมาะสมกับตัวเรา อะไรที่เราทำแล้วมันไม่ได้เดือดร้อนไปถึงเขา เราก็จะรักษาความรู้สึกของกันและกันไว้เสมอ แต่ว่าด้วยความที่ว่าเราต่างคนต่างทำงานในวงการเดียวกัน เพราะฉะนั้นเราก็จะรู้อยู่แล้วว่าอะไรที่เราทำได้ ขอบเขตอยู่ตรงไหน ซึ่งเราก็รู้กันอยู่แล้วครับ”

ขอบคุณภาพ : keaw_jung, kugimiyas