ประเทศไทยเป็นผู้ร่วมก่อตั้ง สมาคมแห่งประชาชาติเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ หรือ “อาเซียน (Association of Southeast Asian Nations: ASEAN)” จึงถือเป็นหนึ่งในภารกิจสำคัญด้านการต่างประเทศที่รัฐบาลไทยให้ความสำคัญมาอย่างต่อเนื่อง และขณะนี้นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกรัฐมนตรี และรมว.ต่างประเทศ อยู่ระหว่างการร่วมประชุมรัฐมนตรีต่างประเทศอาเซียน ครั้งที่ 59 การประชุมระดับรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้อง ระหว่างวันที่ 21-24 ก.ค. 2569 ซึ่งประเทศฟิลิปปินส์ในฐานะประธานอาเซียน ประจำปี 2569 เป็นเจ้าภาพ

สำหรับตำแหน่ง “ประธานอาเซียน” เป็นการรับหน้าที่ของบรรดาประเทศสมาชิกในแต่ละปีซึ่งหมุนเวียนตามลำดับตัวอักษรของชื่อภาษาอังกฤษของประเทศนั้นๆ โดยใน ปี พ.ศ. 2569 หรือ ค.ศ. 2026 ผู้รับตำแหน่ง “ประธานอาเซียน” คือ ฟิลิปปินส์ ที่รับช่วงต่อจากมาเลเซีย โดยจะดำรงตำแหน่งนี้ ตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค.- 31 ธ.ค. 2569 โดยชู แนวคิดหลัก (Theme) คือ “การมีส่วนร่วมอย่างทั่วถึงและยั่งยืน (Inclusivity and Sustainability)” พร้อมกับจัดทำ ตราสัญลักษณ์ (โลโก้) ทางการของการเป็นประธานอาเซียน ประจำปีนี้ ซึ่งผสมผสาน 4 องค์ประกอบสำคัญ ทางมรดกวัฒนธรรมและธรรมชาติเพื่อขับเคลื่อนวิสัยทัศน์ของภูมิภาค

1.เรือบาลังไก (Balangay) สีแดง ได้รับแรงบันดาลใจจากเรือไม้โบราณที่ถูกขุดพบในเมืองบูตูอัน (Butuan City) ของฟิลิปปินส์ ช่วงทศวรรษ 1970 และเป็นหลักฐานสำคัญที่แสดงว่าฟิลิปปินส์เป็นส่วนหนึ่งของเส้นทางสายไหมทางทะเล (Maritime Silk Roads) มาตั้งแต่ยุคก่อนอาณานิคม ทั้งนี้ ในบริบทของอาเซียน เรือบาลังไกเปรียบเสมือนประเทศสมาชิกที่เคลื่อนที่ไปข้างหน้าบนเรือลำเดียวกัน เพื่อความสงบสุขและความเป็นปึกแผ่น

2.รวงข้าวสีเหลืองทอง (Yellow Rice Stalk) เป็นสัญลักษณ์แห่งความอุดมสมบูรณ์และความมั่งคั่งทางอาหารและการเกษตรที่เป็นรากฐานของอาเซียน โดยมีจำนวนเมล็ดข้าวทั้งหมด 11 เมล็ด ซึ่งแสดงถึงประเทศสมาชิกทั้ง 10 ประเทศ และการเข้าเป็นสมาชิกใหม่อย่างเป็นทางการของประเทศติมอร์-เลสเต

3.ลายสานสีเหลืองทอง (Weave Pattern) สื่อถึงพลังที่เกิดจากสายใยแห่งความเชื่อมโยง การถักทอแต่ละเส้นใยเปรียบได้กับความพยายามในการประสานความหลากหลายทางวัฒนธรรม ค่านิยม และอุดมการณ์ของประเทศสมาชิกให้กลายเป็นผืนผ้าแห่งความเป็นเอกภาพและความก้าวหน้าร่วมกันที่งดงามและมีชีวิตชีวา

4.เกลียวคลื่นสีน้ำเงิน (Blue Wave) เป็นสัญลักษณ์ของความมั่นคงและความร่วมมือทางทะเล เพื่อสื่อว่าผืนน้ำมหาสมุทรที่โอบล้อมภูมิภาคนี้ เป็นสะพานเชื่อมโยงห่วงโซ่เศรษฐกิจ ความมั่นคง และการไปมาหาสู่กันของผู้คนในภูมิภาค

นอกจากนี้ ฟิลิปปินส์ในฐานะประธานอาเซียน ได้กำหนดให้จัดกิจกรรมสำคัญ ในวันที่ 24 ก.ค. 2569 คือพิธีเฉลิมฉลอง ครบรอบ 50 ปีแห่งการสถาปนาสนธิสัญญามิตรภาพและความร่วมมือในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (Treaty of Amity and Cooperation in Southeast Asia: TAC) ซึ่งได้รับการลงนามครั้งแรกโดย 5 ประเทศผู้ก่อตั้งอาเซียน ได้แก่ ไทย อินโดนีเซีย มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ และสิงคโปร์ เมื่อวันที่ 24 ก.พ. 2519 ที่เกาะบาหลี ประเทศอินโดนีเซีย ซึ่งได้ขยายขอบเขตไปสู่กรอบความร่วมมือสากลที่ครอบคลุมอัครภาคีผู้ร่วมลงนาม ถึง 58 ประเทศทั่วโลกในปัจจุบัน

ทั้งนี้ได้มีการเปิดตัวโลโก้ของการเฉลิมฉลองดังกล่าวที่ประกอบด้วย 1.รูปดอกซัมปากีตา (Sampaguita) ซึ่งเป็นดอกไม้ประจำชาติของฟิลิปปินส์ กลีบดอกรูปดาวสีขาวที่บานตลอดทั้งปี ชาวฟิลิปปินส์ถือว่าดอกไม้ชนิดนี้เป็นสัญลักษณ์ของความบริสุทธิ์ ความเรียบง่าย ความเป็นมิตรแท้ ความสุภาพอ่อนน้อมถ่อมตน ความไว้วางใจ และความมุ่งมั่นร่วมกันอย่างเด็ดเดี่ยวในการรักษาสันติภาพและการเจรจาเชิง ความอ่อนน้อมถ่อมตน และความเข้มแข็ง

2.กลีบดอก 5 กลีบ แสดงถึงทวีปทั้ง 5 ทวีป ที่เป็นแหล่งกำเนิดของประเทศอัครภาคีผู้ลงนามในสนธิสัญญา TAC รวม 58 ประเทศ ทั้งในทวีปเอเชีย อเมริกา แอฟริกา ยุโรป และโอเชียเนีย ซึ่งแสดงถึงการแผ่ขยายอิทธิพลและบรรทัดฐานการทูตแบบอาเซียนให้เป็นที่ยอมรับและร่วมมือกันในระดับสากล

3.สัญลักษณ์อาเซียนรวงข้าว 11 ต้นตรงแกนกลาง สะท้อนถึงความเป็นศูนย์กลางของอาเซียน และความมุ่งมั่นที่จะหลอมรวมมิตรภาพระหว่างภูมิภาคเข้าด้วยกัน โดยมีอาเซียนทำหน้าที่เป็นเสาหลักและกลไกประสานงาน

4.คำอธิษฐานและการเบ่งบาน สัญญะของดอกไม้ที่กำลังเบ่งบานอย่างงดงามสะท้อนถึงเจตจำนงเชิงนโยบายที่มุ่งหวังให้สนธิสัญญา TAC ยังคงเบ่งบาน ขยายความร่วมมือ และเป็นแรงบันดาลใจให้แก่การเจรจาสันติภาพแก่คนรุ่นหลัง เช่นเดียวกับกลิ่นหอมของดอกซัมปากีตาที่อยู่เหนือกาลเวลา

อัตลักษณ์เชิงสัญลักษณ์ อย่างเรือบาลังไกและดอกซัมปากีตา ไม่ได้เป็นเพียงการประดับตกแต่งสถานที่ประชุมเท่านั้น แต่ยังเป็นเครื่องเตือนใจที่บ่งบอกรากเหง้าทางประวัติศาสตร์และความคาดหวังในอนาคตของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ การรักษาสันติภาพและการก้าวไปข้างหน้าร่วมกันเสมือนกองเรือเดินทะเลโบราณที่บรรพบุรุษได้สร้างไว้ จะยังเป็นแนวทางหลักที่นำพาให้ประชาชนในภูมิภาคนี้ก้าวเดินไปสู่ทศวรรษหน้าภายใต้วิสัยทัศน์อาเซียน พ.ศ. 2588 (ASEAN 2045: Our Shared Future).