สำนักข่าวต่างประเทศรายงานจากกรุงลอนดอน ประเทศสหราชอาณาจักร เมื่อวันที่ 21 ก.ค. ว่า การประกาศของกลุ่มฮูตีในเยเมน ว่าจะปิดล้อมทางทะเลต่อซาอุดีอาระเบีย ไม่เพียงเพิ่มความเสี่ยงด้านความมั่นคงในตะวันออกกลาง แต่ยังอาจสร้างแรงสั่นสะเทือนต่อระบบพลังงานและเศรษฐกิจโลก หากการคุกคามลุกลามไปสู่การปิดช่องแคบบับ เอล-มันเดบ ซึ่งเป็นหนึ่งในเส้นทางขนส่งน้ำมันที่สำคัญที่สุดของโลก


การปิดกั้นช่องแคบดังกล่าวจะเกิดขึ้นในช่วงที่ตลาดพลังงานเผชิญกับแรงกดดันอยู่แล้ว จากสงครามระหว่างสหรัฐกับอิหร่าน และการสัญจรผ่านช่องแคบฮอร์มุซที่ชะลอตัว ส่งผลให้ผู้ค้าน้ำมันจับตาทุกปัจจัยที่อาจผลักดันราคาน้ำมันให้ปรับตัวสูงขึ้นอีกระลอก


นายริชาร์ด บรอนซ์ นักวิเคราะห์จากบริษัทที่ปรึกษา “เอเนอร์จี แอสเปกส์” มองว่า หากกลุ่มฮูตีกลับมาโจมตีเรือพาณิชย์และสามารถปิดช่องแคบบับ เอล-มันเดบ ได้จริง จะเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้ราคาน้ำมันปรับตัวขึ้นอย่างรวดเร็ว แม้หลังการประกาศของฮูตี ราคาน้ำมันดิบจะเพิ่มขึ้นไม่ถึง 1% เนื่องจากตลาดยังมีความหวังว่า สหรัฐและอิหร่านอาจกลับมาเจรจากันได้


ช่องแคบบับ เอล-มันเดบ เชื่อมระหว่างทะเลแดงกับอ่าวเอเดน เป็นเส้นทางหลักของการขนส่งน้ำมันดิบและเชื้อเพลิงระหว่างตะวันออกกลาง ยุโรป และเอเชีย นับตั้งแต่ฮูตีเริ่มโจมตีเรือพาณิชย์เมื่อปี 2566 บริษัทเดินเรือจำนวนมากต้องเปลี่ยนเส้นทางอ้อมไปยังแหลมกู๊ดโฮป ซึ่งอยู่ทางใต้ของแอฟริกา ส่งผลให้ต้นทุนการขนส่งและระยะเวลาเดินทางเพิ่มขึ้นอย่างมาก


หากช่องแคบถูกปิดอย่างสมบูรณ์ ผลกระทบจะเกิดขึ้นกับซาอุดีอาระเบียเป็นอันดับแรก โดยเฉพาะการส่งออกน้ำมันจากท่าเรือยันบู ริมชายฝั่งทะเลแดง ซึ่งเป็นหนึ่งในศูนย์กลางการส่งออกน้ำมันที่สำคัญของประเทศ


ขณะที่รายงานวิเคราะห์โดยบริษัทเคปเลอร์ ระบุว่า โรงกลั่นน้ำมันในเอเชียซึ่งพึ่งพาน้ำมันจากท่าเรือดังกล่าว อาจต้องรอการส่งมอบเพิ่มขึ้นประมาณหนึ่งเดือน เนื่องจากเรือบรรทุกน้ำมันจำเป็นต้องอ้อมแหลมกู๊ดโฮปแทนการใช้เส้นทางทะเลแดง


อนึ่ง นับตั้งแต่เดือน เม.ย. ที่ผ่านมา ซาอุดีอาระเบียส่งออกน้ำมันดิบและผลิตภัณฑ์น้ำมันจากท่าเรือยันบูเฉลี่ยมากกว่า 4.5 ล้านบาร์เรลต่อวัน โดยราว 70% ส่งไปยังประเทศในเอเชีย


ขณะเดียวกัน น้ำมันดิบของซาอุดีอาระเบียมากกว่า 3 ล้านบาร์เรลต่อวัน ซึ่งปัจจุบันขนส่งผ่านทะเลแดงไปยังเอเชีย อาจต้องเปลี่ยนไปใช้เส้นทางที่ยาวกว่ามาก ส่งผลให้เกิดปัญหาคอขวดด้านโลจิสติกส์ เนื่องจากเรือบรรทุกน้ำมันขนาดใหญ่มาก หรือ ซูเปอร์แทงเกอร์ ไม่สามารถผ่านคลองสุเอซได้เมื่อบรรทุกเต็มพิกัด อีกทั้งท่อส่งน้ำมันซูเมดของอียิปต์ ก็มีขีดความสามารถจำกัด


ขณะที่นายจอห์น เพซี ประธานบริษัทที่ปรึกษา “สตราตัส แอดไวเซอร์ส” เตือนว่า หากการขนส่งน้ำมันผ่านทะเลแดงหยุดชะงักเป็นวงกว้าง ราคาน้ำมันดิบและผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียมจะพุ่งสูงขึ้น พร้อมกับค่าระวางเรือและค่าเบี้ยประกันภัยที่เพิ่มขึ้น จากการเดินเรืออ้อมทวีปแอฟริกา


นักวิเคราะห์หลายคนประเมินอีกว่า หากเกิดสถานการณ์ดังกล่าวจริง ราคาน้ำมันอาจกลับขึ้นไปอยู่เหนือระดับ 115-120 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล (ราว 3,865.73-4,033.80 บาท) อีกทั้งอาจเพิ่มความเสี่ยงต่อภาวะเงินเฟ้อทั่วโลก และบั่นทอนการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลก จนถึงขั้นนำไปสู่ภาวะเศรษฐกิจถดถอย หากการหยุดชะงักของการขนส่งยืดเยื้อ


ด้วยเหตุนี้ ช่องแคบบับ เอล-มันเดบ จึงกลายเป็นอีกหนึ่งจุดยุทธศาสตร์ที่ทั่วโลกจับตา เพราะหากการสู้รบขยายวงมาถึงเส้นทางเดินเรือแห่งนี้ ผลกระทบจะไม่ได้จำกัดอยู่เพียงตะวันออกกลาง แต่จะลุกลามไปสู่ตลาดพลังงาน ห่วงโซ่อุปทาน และเศรษฐกิจโลกโดยรวม.

เรียบเรียงโดย : ทีมข่าวต่างประเทศ

เครดิตภาพ : REUTERS