ยังคงเป็นประเด็นร้อน! ที่กระตุกต่อมปากท้องประชาชนคนไทย หลัง “ข้าวแกงไทยช่วยไทย 40 บาท” ถูกเบรกเอี๊ยดดดด…เพราะกระแสสังคมต่อต้าน โดยเฉพาะบรรดาพ่อค้าแม่ค้าและผู้ประกอบการร้านอาหาร

เพราะในไส้ในของราคาอาหารหนึ่งจานนั้น ไม่ได้มีเพียงแค่ “น้ำมัน”ที่เป็นตัวแปรสำคัญเพียงอย่างเดียว ยังมีองค์ประกอบของวัตถุดิบอื่นอีกมากมาย ที่เข้ามาเกี่ยวข้อง

แม้ความตั้งใจดีจะถูกโยนออกมาให้สังคมรับรู้ว่าต้องการช่วยเหลือ ในยามที่ประชาชนคนไทยต้องเผชิญกับต้นทุนแพง แม้เวลานี้ราคาน้ำมันเชื้อเพลิงได้ปรับลดลงแล้ว แต่ราคาสินค้ากลับไม่ลดลง โดยเฉพาะอย่างยิ่งประเภทอาหารจานด่วน อาหารพร้อมทาน ข้าวแกง อาหารตามสั่ง

ในเมื่อสังคมดีดกลับ…โครงการนี้ก็ต้องถูกนำกลับไป “โม” ใหม่เพื่อให้ตอบโจทย์ได้ อย่างแท้จริง ครอบคลุมประชาชนคนไทยทุกกลุ่ม ก่อนส่งเรื่องให้ครม.พิจารณา

เพราะในความเป็นจริงแล้ว! เรื่องของข้าวแกงนั้น เต็มไปด้วยโครงสร้างที่ฝังลึก และซับซ้อนเกินกว่าจะใช้ยาแรงประเภท “ราคาเดียวทั่วประเทศ” เข้าไปแทรกแซงได้

หากดูคำอธิบายของ “กรนิจ  โนนจุ้ย” โฆษกกระทรวงพาณิชย์ จะพบว่า แกนกลางของปัญหาถูกหั่นออกเป็น 2 เสี่ยง ด้านหนึ่งคือ “ต้นทุนตรง” ที่พ่อค้าแม่ค้าต้องจ่ายทุกวัน ทั้งค่าวัตถุดิบเนื้อสัตว์-ผักสด ค่าเช่าแผง ค่าแรงงาน และค่าก๊าซหุงต้ม

อีกด้านคือ “ต้นทุนแฝง” ที่คอยสูบความสามารถในการทำกำไรอย่างค่าขนส่ง ค่าไฟฟ้า และค่าน้ำประปา

ขณะที่ ‘วิทยากร  มณีเนตร’ อธิบดีกรมการค้าภายใน ยืดอกยอมรับอย่างตรงไปตรงมาว่า ตัวเลขที่ออกมายังคงเป็นเพียงแค่ “ตุ๊กตา” เพื่อรับฟังความคิดเห็นจากทุกภาคส่วนเท่านั้น ไม่ใช่คำสั่งประกาศจับวางแบบเบ็ดเสร็จ

อย่างไรก็ตาม… ทางออกที่ดีที่สุดและมีโอกาสเกิดได้จริง ต้องเป็นเรื่องของการแมตชิ่งระหว่างกัน เช่น การร่วมมือกับกลุ่มตลาดสดที่มีเครือข่ายร้านข้าวแกงหนาแน่น เพื่อทำหน้าที่เป็นสะพานเชื่อมโยงวัตถุดิบราคาถูกตรงจากเกษตรกร ส่งถึงมือคนผัดกับข้าวโดยไม่ต้องผ่านพ่อค้าคนกลางหลายทอด

หรือจะเป็นไอเดียโดยการนำข้าวสารราคาประหยัดจากสหกรณ์การเกษตร เข้ามาป้อนเมืองกรุง เป็นต้น

ทั้งหมดนี้…ยังต้องคำนวณรัศมีการขนส่งอย่างละเอียด เพราะหากเนื้อไม่ได้กิน หนังไม่ได้รองนั่ง แต่ต้องมาแบกค่าขนส่งที่แพงกว่าส่วนต่างวัตถุดิบ มาตรการนี้ก็อาจเป็นได้แค่เสือกระดาษ

สำหรับห้างสรรพสินค้าและโมเดิร์นเทรด กระทรวงพาณิชย์แยกแยะตะกร้าต้นทุนชัดเจนว่าไม่สามารถนำมาเปรียบเทียบกับร้านค้าริมทางได้เนื่องจากมีค่าแอร์และค่าบริการสูง

สิ่งที่รัฐทำได้….จึงเป็นการขอความร่วมมือจัดแคมเปญลดราคาพิเศษ หรือนำวัตถุดิบฤดูกาล เช่น กุ้งขาวจากภาคใต้ เข้าไปจัดกิจกรรมส่งเสริมการขายแทนการควบคุมราคา

อย่างไรก็ตาม ระหว่างนี้ สิ่งที่กระทรวงพาณิชย์ เลือกใช้เครื่องมือที่มีอยู่แล้ว ทั้งกลไกสินค้าควบคุม หรือการจัดงานไทยช่วยไทย ณ ที่ว่าการอำเภอ  ที่สร้างมูลค่าหมุนเวียนทะลุ 1,000 ล้านบาท

ควบคู่ไปกับกองทัพ “รถพุ่มพวงพาณิชย์” ที่จับมือกับไปรษณีย์ไทย ขนสินค้าจำเป็น 14 รายการเจาะลึกเข้าถึงตรอกซอกซอยห่างไกล แปะป้ายกวาดรายได้ไปแล้วกว่า 223 ล้านบาท และอีกหลาย ๆ งาน หลายๆ โครงการ เพื่อช่วยลดค่าครองชีพให้กับประชาชนคนไทย

เอาเป็นว่า… ณ เวลานี้ คงต้องมาดูว่าการถอยหนึ่งก้าวของข้าวแกงไทยช่วยไทย สุดท้ายแล้วรูปร่างหน้าตาจะออกมาเป็นอย่างไร เพราะ…ในความเป็นจริงแล้วการแก้ไขปัญหาค่าครองชีพนั้นต้องไม่แก้ที่ปลายทาง!