ผศ.ดร.สุรพิชย์ พรหมสิทธิ์ ผู้เชี่ยวชาญด้านยุทธศาสตร์และการพัฒนาองค์กร อาจารย์ประจำคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์และการผังเมือง มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (TDS) และกรรมการสมาคมการจัดการงานบุคคลแห่งประเทศไทย (PMAT) ได้เปิดเผยบทวิเคราะห์เชิงยุทธศาสตร์ เสนอแนวทางผ่าตัดระบบงบประมาณไทย โดยระบุว่า ประเทศไทยกำลังเข้าสู่ช่วงเวลาสำคัญของการจัดทำงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2570 วงเงินสูงถึงราว 3.7 ล้านล้านบาท ท่ามกลางคำถามสำคัญของสังคม เหตุใดรัฐบาลจึงทุ่มงบประมาณเพิ่มขึ้นทุกปี แต่เศรษฐกิจไทยกลับเติบโตได้ไม่ถึง 3% และภาษีของประชาชนถูกนำไปใช้ ได้อย่างคุ้มค่าจริงหรือ ซึ่งงบประมาณปี 2570 ต้องไม่ใช่แค่ “การจัดสรรเค้กทางการเมือง” ที่กระจายโควตาตามกระทรวง แต่ต้องเป็นการลงทุนเพื่อเพิ่มผลิตภาพ (Productivity) ให้กับประเทศอย่างแท้จริง
ผศ.ดร.สุรพิชย์ ชี้ว่า โครงสร้างการจัดทำงบประมาณของไทยมักตกอยู่ในกับดักการจัดสรรตามกระทรวง (Budget-based allocation) ส่งผลให้เกิดโครงการซ้ำซ้อนและรอยรั่วไหล รัฐบาลจึงต้องเปลี่ยนวิธีคิดไปสู่ Strategic Portfolio Management โดยยึดเป้าหมายยุทธศาสตร์ประเทศเป็นตัวนำ และบังคับให้กระทรวงที่เกี่ยวข้องทำแผนงบประมาณร่วมกัน (Cross-functional Budgeting) โดยพิจารณาอนุมัติจากผลตอบแทนการลงทุนของภาษี (ROI) ว่าเงินทุกบาทจะสร้างมูลค่าเพิ่มหรือลดภาระให้ประชาชนได้กี่เท่า
นอกจากนี้ ยังเสนอให้ยกเลิกการใช้ “อัตราการเบิกจ่ายงบประมาณ” (Disbursement Rate) เป็นดัชนีชี้วัดหลัก เนื่องจากก่อให้เกิดค่านิยมที่ผิดในการเร่งใช้เงินให้หมดก่อนสิ้นปี เช่น การจัดสัมมนาหรือการก่อสร้างที่ไม่จำเป็น โดยให้เปลี่ยนมาใช้ Outcome & Impact Metrics ที่วัดจากคุณภาพชีวิตจริงของประชาชน เช่น อัตราการเติบโตของผลิตภาพแรงงาน (Productivity Growth) การลดลงของต้นทุนการทำธุรกิจของ SME และผลตอบแทนทางสังคม (SROI)
ผศ.ดร.สุรพิชย์ กล่าวอีกว่า ปัจจุบันงบประมาณไทยมากกว่า 70–80% จมไปกับงบประจำ เงินเดือนข้าราชการ และงบอุดหนุนแบบตั้งรับ จึงจำเป็นต้องใช้วิธี Zero-Based Budgeting หรือการตัดงบโครงการเดิมที่ไร้ประสิทธิภาพทิ้งทั้งหมดเพื่อเริ่มต้นใหม่ พร้อมเสนอปรับงบประมาณปี 2570 มุ่งเน้นการลงทุนใน 3 คลัสเตอร์ยุทธศาสตร์ ได้แก่ 1. AI & Digital Transformation Infrastructure: ลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลภาครัฐ (Cloud First) และพัฒนากำลังคนด้าน AI เพื่อยกระดับความสามารถการแข่งขัน
2. Green Economy & Energy Transition: ลงทุนพลังงานสะอาดและโครงข่ายไฟฟ้าอัจฉริยะ (Smart Grid) เตรียมพร้อมรับมือมาตรการคาร์บอนของโลก เช่น CBAM
3. High-Value Healthcare & Bio-Economy: ยกระดับไทยสู่อุตสาหกรรมสุขภาพและชีวภาพมูลค่าสูง (Medical & Bio-Hub) อัดฉีด R&D ด้านการแพทย์เชิงป้องกันและเกษตรมูลค่าสูง
นอกจากนี้ ผศ.ดร.สุรพิชย์ ยังได้กล่าวอีกว่า ทั้งนี้เพื่อแก้ปัญหาคอร์รัปชัน ขอเสนอให้นำเทคโนโลยี AI & Anomaly Detection มาใช้ในระบบจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ (e-Procurement) เพื่อวิเคราะห์พฤติกรรมการประมูลที่ไม่สอดคล้อง ป้องกันการล็อกสเปกและการทุจริตเชิงนโยบายก่อนอนุมัติงบ
พร้อมกันนี้ ให้จัดทำ Open Budget Data Dashboard เปิดเผยข้อมูลการใช้จ่ายงบประมาณจนถึงระดับโครงการและผู้รับจ้างในรูปแบบ Real-time เพื่อให้ประชาชน สื่อมวลชน และภาคประชาสังคม สามารถเข้าถึงและร่วมเป็น “ตาสับปะรด” ตรวจสอบการใช้เงินภาษีได้อย่างตรงไปตรงมา
ผศ.ดร.สุรพิชย์ ได้สรุปข้อเสนอเชิงนโยบาย 3 ข้อต่อรัฐบาล ได้แก่ 1. เปลี่ยนระบบจัดสรรงบ: จาก Budget-based เป็น Outcome-based Budgeting โดยยึดผลลัพธ์เชิงยุทธศาสตร์เป็นหลัก 2. ยกระดับความโปร่งใส: ใช้ AI Dashboard ตรวจสอบการจัดซื้อจัดจ้างของทุกกระทรวงแบบ Real-time 3. ปรับ KPI ภาครัฐ: วัดความสำเร็จจาก Productivity ของประเทศและคุณภาพชีวิตประชาชน แทนอัตราการเบิกจ่าย
“หากรัฐบาลไม่กล้าผ่าตัดการจัดทำงบประมาณในปี 2570 เงินภาษี 3.7 ล้านล้านบาทก็จะถูกละลายหายไปกับกับดักเดิมๆ และทำให้ประเทศไทยเสียโอกาสในการก้าวข้ามความท้าทายทางเศรษฐกิจเพื่ออนาคตที่ยั่งยืน” ผศ.ดร.สุรพิชย์ กล่าว



