สำนักข่าวต่างประเทศรายงานจากกรุงวอชิงตัน สหรัฐอเมริกา เมื่อวันที่ 27 ก.ค. ว่า โครงการข้อมูลเหตุการณ์และสถานที่ความขัดแย้งด้วยอาวุธ (Armed Conflict Location & Event Data Project : ACLED) เผยแพร่รายงานว่า กองทัพเมียนมาเพิ่มความรุนแรงในการโจมตีพลเรือนอย่างมาก นับตั้งแต่มีการปรับเปลี่ยนโครงสร้างอำนาจของรัฐบาลและกองทัพ เมื่อเดือน มี.ค. ที่ผ่านมา


หลัง พล.อ.มิน อ่อง หล่าย ก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งประธานาธิบดีเมียนมา เมื่อเดือน เม.ย. ที่ผ่านมา และแต่งตั้ง พล.อ.เย วิน อู อดีตหัวหน้าหน่วยข่าวกรอง ซึ่งเป็นบุคคลที่ พล.อ.มิน อ่อง หล่าย ไว้วางใจในระดับสูงสุด ให้ดำรงตำแหน่งผู้บัญชาการทหารสูงสุดคนใหม่ กองทัพเมียนมาปรับยุทธวิธีด้วยการใช้เครื่องบินขับไล่ 2-5 ลำ ปฏิบัติการโจมตีทางอากาศต่อเป้าหมายเดี่ยวอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้การโจมตีพลเรือนรุนแรงยิ่งขึ้น


จนถึงตอนนี้ รัฐบาลเมียนมายังไม่ได้แสดงความเห็นต่อรายงานดังกล่าว ขณะที่รายงานชิ้นนี้ระบุว่า ข้อมูลที่ใช้ในการประเมิน อ้างอิงมาจากสถิติของสื่อมวลชน เครือข่ายภาคสนาม รายงานของสหประชาชาติ (ยูเอ็น) องค์กรติดตามสถานการณ์ระหว่างประเทศ และองค์กรสิทธิมนุษยชนในเมียนมา


ทั้งนี้ เมียนมาตกอยู่ในภาวะสงครามกลางเมือง นับตั้งแต่กองทัพก่อรัฐประหารโค่นรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งของนางออง ซาน ซู จี เมื่อเดือน ก.พ. 2564 ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตแล้วราว 100,000 คน และประชาชนอีกหลายล้านคนต้องพลัดถิ่น


นอกจากนี้ กองทัพเมียนมายังเปิดปฏิบัติการครั้งใหม่ในหลายพื้นที่ชายแดน รวมถึงพื้นที่ซึ่งมีแหล่งแร่ธาตุหายากและเส้นทางการค้าสำคัญ รายงานชิ้นนี้ประเมินด้วยว่า โอกาสที่พลเรือนจะได้รับความปลอดภัยยังมีน้อย เนื่องจากรัฐบาลทหารยังคงมุ่งสร้างความมั่นคงให้กับอำนาจ หลังการเปลี่ยนผ่านของ พล.อ. มิน อ่อง หล่าย จากผู้บัญชาการทหารสู่ประธานาธิบดี


ขณะเดียวกัน การเปลี่ยนผ่านทางการเมืองของเมียนมาส่งผลให้เกิดความเคลื่อนไหวทางการทูตมากขึ้น โดย พล.อ.มิน อ่อง หล่าย เดินทางเยือนทั้งอินเดียและจีน รวมถึงเริ่มกลับมามีปฏิสัมพันธ์กับสมาคมประชาชาติแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (อาเซียน) อีกครั้ง และมีกำหนดเยือนไทยอย่างเป็นทางการ ระหว่างวันที่ 6-7 ส.ค. นี้.

เรียบเรียงโดย : ทีมข่าวต่างประเทศ

เครดิตภาพ : REUTERS