สำนักข่าวต่างประเทศรายงานจากกรุงวอชิงตัน สหรัฐอเมริกา เมื่อวันที่ 21 ก.ค. ว่า ทำเนียบขาวออกแถลงการณ์ เรื่องการเรียกเก็บภาษีนำเข้าในอัตรา 50% กับสินค้าจากแคนาดาหลากหลายประเภท เพื่อตอบโต้สิ่งการปฏิบัติอย่างเลือกปฏิบัติของแคนาดาต่อรถยนต์ เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ และผลิตภัณฑ์นมจากสหรัฐ


ทั้งนี้ ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ลงนามในคำประกาศ 3 ฉบับ เพื่อบังคับใช้มาตรการดังกล่าว ภายใต้มาตรา 338 ของกฎหมายภาษีศุลกากรฉบับปี 2473 ซึ่งให้อำนาจประธานาธิบดีสหรัฐกำหนดภาษีนำเข้าสูงสุดถึง 50% สำหรับสินค้าจากประเทศที่กำหนด


เอกสารข้อเท็จจริงของทำเนียบขาวระบุว่า สินค้าที่ได้รับผลกระทบมีตั้งแต่ไวน์ ไม้ฮอกกี้ และปูนซีเมนต์ ไปจนถึงผลิตภัณฑ์นม สระว่ายน้ำ เฟอร์นิเจอร์ เบ็ดตกปลา เมล็ดพันธุ์ เสื้อผ้า และวิกผม ส่วนเหตุผลสำคัญของการขึ้นภาษีครั้งนี้ รวมถึงระบบคุ้มครองอุตสาหกรรมนมของแคนาดา ซึ่งสหรัฐมองว่า เป็นมาตรการกีดกันทางการค้า ตลอดจนการเก็บภาษีและกำหนดโควตากับรถยนต์ที่นำเข้าจากสหรัฐ แต่ไม่ใช้มาตรการเดียวกันกับรถยนต์จากประเทศอื่น


นอกจากนี้ ทำเนียบขาวยังอ้างถึง การที่หลายมณฑลของแคนาดาระงับการจำหน่ายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์จากสหรัฐ เพื่อตอบโต้ภาษีที่สหรัฐเคยบังคับใช้ก่อนหน้านี้


มาตรการภาษีใหม่จะมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 19 ส.ค. นี้ และครอบคลุมสินค้านำเข้าจากแคนาดา ไม่ว่าสินค้าจะได้รับสิทธิประโยชน์ภายใต้ความตกลงการค้าสหรัฐ-เม็กซิโก-แคนาดา (ยูเอสเอ็มซีเอ) หรือไม่


อย่างไรก็ตาม พลังงาน ปุ๋ยโพแทช ปลา แร่ธาตุสำคัญ และสินค้าที่อยู่ภายใต้มาตรา 232 อยู่แล้ว จะได้รับการยกเว้น


นายเจมีสัน เกรียร์ ผู้แทนการค้าสหรัฐ กล่าวว่า แม้รัฐบาลวอชิงตันยังคงเดินหน้าเจรจาข้อตกลงการค้าที่เป็นธรรมและต่างตอบแทนกับประเทศคู่ค้า แต่แคนาดาแตกต่างจากพันธมิตรและประเทศคู่ค้ารายอื่น เนื่องจากยังคงใช้มาตรการตอบโต้ความพยายามของสหรัฐในการปรับสมดุลทางการค้า และปกป้องอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องกับความมั่นคงแห่งชาติ


การประกาศดังกล่าวเกิดขึ้นเพียงไม่กี่วัน หลังทรัมป์กล่าวโทษแคนาดาว่า เป็นสาเหตุของหมอกควันจากไฟป่าที่ลอยเข้าสู่สหรัฐ พร้อมขู่ว่าจะนำ “ต้นทุนมหาศาลที่ไม่อาจคำนวณได้” จากการรับมือกับมลพิษดังกล่าว มารวมกับภาษีที่เรียกเก็บจากสินค้าของแคนาดา.

เรียบเรียงโดย : ทีมข่าวต่างประเทศ

เครดิตภาพ : GETTY IMAGES