ปิดฉากลงอย่างยิ่งใหญ่สำหรับการแข่งขันฟุตบอลโลก 2026 ที่จัดขึ้นร่วมกัน 3 ประเทศ (สหรัฐอเมริกา, เม็กซิโก และแคนาดา) โดยเกมนัดชิงชนะเลิศที่สนามนิวยอร์ก-นิวเจอร์ซีย์ สเตเดียม ทัพ “กระทิงดุ” ทีมชาติสเปน สามารถเอาชนะอาร์เจนตินาไปได้ 1-0 จากประตูชัยของ เฟร์ราน ตอร์เรส ในช่วงต่อเวลาพิเศษ คว้าแชมป์โลกสมัยที่ 2 ไปครองได้สำเร็จ
ทว่า ท่ามกลางบรรยากาศการฉลองชัยชนะ กลับเกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักหน่วงในโลกออนไลน์ ซึ่งพุ่งเป้าไปที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐอเมริกา จากพฤติกรรมในพิธีมอบรางวัลที่ถูกมองว่า “ต้องการเป็นจุดศูนย์กลางของงาน” จนแย่งซีนเหล่านักกีฬาซึ่งควรเป็นตัวละครหลัก
แม้บนเวทีมอบถ้วยแชมป์โลกจะมีบุคคลสำคัญมากมาย นอกเหนือจาก ประธานาธิบดีทรัมป์ ไม่ว่าจะเป็น จานนี อินฟานติโน ประธาน FIFA, คลอเดีย เชนบอม ประธานาธิบดีเม็กซิโก และ มาร์ค คาร์นีย์ นายกรัฐมนตรีแคนาดา ที่เข้าร่วมมอบเหรียญและถ้วยรางวัลให้กับ โรดรี กัปตันทีมชาติสเปน
แต่ปัญหาเกิดขึ้นในช่วงวินาทีแห่งประวัติศาสตร์ที่ โรดรี กัปตันกระทิงดุกำลังจะชูถ้วยแชมป์โลกเพื่อประกาศชัยชนะ แต่ประธานาธิบดีทรัมป์ยังคงยืนปักหลักอยู่ตรงกลางแท่นพิธี ไม่ยอมขยับถอยออกไป แม้ว่า โรดรี จะพยายามสะกิดเบาๆ ที่ด้านหลัง เพื่อขอให้เขาหลีกทางให้อย่างสุภาพ แต่ทรัมป์กลับทำเพียงขยับตัวช้าๆ พร้อมส่งเสียงตะโกนให้กำลังใจเท่านั้น
สถานการณ์เริ่มตึงเครียดขึ้น เมื่อ จานนี อินฟานติโน ประธาน FIFA ต้องเข้ามาแทรกแซงด้วยตนเอง โดยขอร้องให้ทรัมป์ออกจากพื้นที่ดังกล่าว แต่ทรัมป์ก็ยังคงดื้อดึงยืนอยู่เคียงข้างทีมงานและนักกีฬาต่อไป จนกระทั่งช่วงเวลาที่พลุและกระดาษสีโปรยปรายลงมาเฉลิมฉลอง
ภาพเหตุการณ์ดังกล่าว สร้างความขบขันปนความไม่พอใจให้กับผู้ชมทั่วโลก โดยชาวเน็ตจำนวนมากต่างแสดงความคิดเห็นเชิงตำหนิ เช่น
“ดูทรัมป์สิ เหมือนเขาจะคิดว่าตัวเองเป็นตัวเอกของงาน”
“ทั้งๆ ที่ตัวเอกที่แท้จริงคือนักกีฬาผู้เหน็ดเหนื่อยต่างหาก”
“มันน่าอายมากที่เขายังยืนกรานอยู่ตรงนั้น ทั้งที่ทั้งโรดรีและประธาน FIFA พยายามบอกให้เขาหลีกทางแล้ว”
เหตุการณ์นี้กลายเป็นประเด็นร้อนที่ถูกพูดถึงอย่างกว้างขวาง เคียงคู่ไปกับความสำเร็จของทีมชาติสเปนบนหน้าสื่อทั่วโลกในวันนี้
ก่อนหน้านี้ ทรัมป์ เคยไม่ยอมลงจากเวที แต่ยืนอยู่ร่วมกับนักเตะทีมเชลซี ตอนที่ชูถ้วยแชมป์ฟีฟ่า คลับ เวิลด์ คลับ เมื่อปี 2025 ซึ่งสร้างเสียงวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักจากแฟนบอลทั่วโลก
ที่มาและภาพ : insight korea, REUTERS



