การเมืองร้อนช่วงนี้คือเรื่องฮั้ว สว. ซึ่ง กกต.บอกว่าจะสรุปได้ราวเดือนหน้า ในเดือนนี้ “เป๋า” ยิ่งชีพ อัชฌานนท์ ผู้อำนวยการโครงการอินเทอร์เน็ตเพื่อกฎหมายประชาชน (iLaw) ได้ยื่นประธานวิปฝ่ายค้าน สอบเรื่องฮั้ว สว. โดยเปิดเผยชื่อ สส.ภูมิใจไทยเกี่ยวข้อง 9 คน ทำให้แต่ละคนที่ถูกพาดพิงฟ้อง
เป๋า ยิ่งชีพ โพสต์เฟซบุ๊กว่า “ขอร้อง และขอเชิญชวนให้พรรคภูมิใจไทยทบทวน และตัดสินใจใหม่ไม่ต้องฟ้องคดีหมิ่นประมาท ไม่เคยอยากถูกฟ้องและไม่อยากใช้เวทีคดีหมิ่นประมาทในฐานะจำเลยเพื่อพิสูจน์อะไร ไม่ใช่เพราะว่ากลัวแพ้คดี แต่เพราะเห็นว่ามันเป็นมาตรฐานการใช้กฎหมายที่ไม่ถูกต้อง และไม่สง่างามต่อท่านเอง ถ้าท่านเห็นว่าสิ่งที่เรานำเสนอนั้นไม่เป็นความจริง ขอให้ท่านชี้แจง สังคมก็จะได้ยินครับ เมื่อชี้แจงแล้วที่เหลือก็เป็นเรื่องของสังคมจะตัดสินใจ

กฎหมายและการบังคับใช้ควรจะต้องทำหน้าที่คุ้มครองการพูดถึงและการวิพากษ์วิจารณ์ เพื่อให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการปกครองประเทศและประชาธิปไตย ไม่ใช่ต้องกลัวจะถูกดำเนินคดีตามมา ถ้าจะฟ้อง ขอร้องให้สร้างบรรทัดฐาน คือ 1.อย่าใช้ตำรวจและกลไกของรัฐเป็นเครื่องมือ ขอให้จ้างทนายความยื่นฟ้องต่อศาลเอง 2.อย่าฟ้องแยกเป็นหลายคดี พยานหลักฐานซ้ำกันหลายชุด พยานแต่ละคนต้องเดินทางไปขึ้นศาลหลายครั้ง เสียเวลาโดยไม่มีประโยชน์อะไรเลย
3.อย่าฟ้องคดีทางไกล การดำเนินคดีในจังหวัดอื่นมีแต่เป็นการเพิ่มภาระให้จำเลยต้องเดินทาง “สุดท้ายผมอาจชนะคดีได้ไม่ยากเพราะผมมีข้อเท็จจริงที่ใช้พิสูจน์ แต่ต้นทุนที่อาจต้องใช้ในการเดินทางมันเสียหายทั้งค่าใช้จ่ายและเวลาครับ 4.ท่านมาเบิกความเองด้วยนะครับ ถ้าใช้วิธีมอบอำนาจให้นายศุภชัย ใจสมุทร ฝ่ายกฎหมายพรรคภูมิใจไทย หรือทนายความมาเป็นผู้เบิกความแทน ฝ่ายจำเลยก็ไม่สามารถถามค้านเพื่อให้ได้ข้อเท็จจริงอะไรได้ ฝ่ายจำเลยก็จะยิ่งเสียเปรียบอีก
ความผิดฐานหมิ่นประมาทเป็นความผิดต่อส่วนตัว ถ้าตัวท่านเองไม่ได้รู้สึกเดือดร้อนก็ไม่ต้องดำเนินคดี ถ้าต้องเอาผมติดคุกให้ได้ ก็ขอให้กระบวนการที่เกิดขึ้นชัดเจนตรงไปตรงมา ท่านรักษาศักดิ์ศรีของท่านได้ ถ้าผมจะถูกตัดสินว่าผิดก็ขอให้ผมถูกตัดสินแบบแฟร์เกมที่เป็นธรรมกับผมด้วยครับ”

นายศุภชัย ใจสมุทร ฝ่ายกฎหมายพรรคภูมิใจไทย โพสต์เฟซบุ๊กว่า การฟ้องคดี ไม่ใช่การฟ้องปิดปากเสมอไป ประชาธิปไตยก็ยืนอยู่บนหลักนิติรัฐเช่นกัน เสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น ไม่ได้หมายความว่าทุกคนจะสามารถกล่าวหาผู้อื่นด้วยข้อมูลอันเป็นเท็จ ใส่ร้าย หรือบิดเบือนข้อเท็จจริง โดยไม่ต้องรับผิดชอบต่อผลของการกระทำ การที่บุคคลสาธารณะใช้สิทธิฟ้องร้องต่อศาล ก็ไม่ควรถูกตีความว่าเป็น “การฟ้องปิดปาก” โดยอัตโนมัติ เพราะสิทธิในการเข้าถึงกระบวนการยุติธรรมเป็นสิทธิขั้นพื้นฐานของประชาชนทุกคน

“เสี่ยหนู” อนุทิน ชาญวีรกูล นายกฯ และรมว.มหาดไทย ให้สัมภาษณ์ถึงความคืบหน้าการฟ้องร้องนายยิ่งชีพ ว่า ไม่มีการทบทวนการยื่นฟ้อง ได้มอบหมายทนายความดำเนินการไปแล้ว ส่วนที่นายยิ่งชีพโพสต์เฟซบุ๊กขอให้พรรคภูมิใจไทยทบทวนไม่ฟ้องหมิ่นประมาท โดยขออย่าแจ้งความที่สถานีตำรวจภูธรในจังหวัดต่างๆ นั้น นายกฯ ว่า “ไม่มีสิทธิ มันเป็นเรื่องของผู้ถูกกล่าวหา” ผู้สื่อข่าวถามต่อว่า ฝ่ายค้านบอกให้นายอนุทินใจกว้างโดยไม่ต้องฟ้องร้อง นายกฯ กล่าวว่า “ใจผมกว้างกว่าทุกคน เสี่ยหนูใจกว้างอยู่แล้วใครๆ ก็รู้ เรื่องการฟ้องร้องเป็นสิทธิของผม เป็นสิทธิของผู้ถูกกล่าวหาทุกคน และคนที่ถูกกล่าวหาของพรรคภูมิใจไทยทุกคนไม่มีนัดกัน ไม่มีคุยกันใครอยากทำอะไรก็ทำเป็นสิทธิส่วนบุคคล”
เมื่อถามอีกว่าตอนนี้บนโลกโซเชียลฯ มีการตั้งประเด็นโหวตให้เปลี่ยนตัวนายกฯ มองประเด็นนี้อย่างไร นายกฯ กล่าวว่า มีบทบัญญัติอยู่แล้วว่านายกฯ จะพ้นจากตำแหน่งด้วยวิธีใดบ้าง

“รมต.แบต” ภราดร ปริศนานันทกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ส่วนตัวคิดว่าน่าจะพูดคุยกับนายยิ่งชีพได้ ไม่เคยมีปัญหาอะไรกัน เพราะเป็นรุ่นพี่ รุ่นน้องที่โรงเรียน (สวนกุหลาบวิทยาลัย) และตนถือคติไม่ฆ่าน้อง ไม่ฟ้องนาย ไม่ขายเพื่อน แต่น้องจะฆ่าตนหรือไม่ ตนไม่รู้ และน้องเอาเรื่องอะไรมาพูดก็ไม่รู้ ซึ่งไม่มีหลักฐานใดๆ เลย
ผู้สื่อข่าวถามว่า มองว่านายยิ่งชีพมีวัตถุประสงค์ทางการเมืองหรือไม่ที่ออกมาเปิดเผยข้อมูล นายภราดร กล่าวว่า “คิดว่าเขาติดกับดักมากกว่า เขาไม่น่าจะทบทวนอย่างถี่ถ้วน ไม่รู้ว่าติดกับดักฝ่ายการเมืองหรือไม่ พวกผมเคยถูกแจ้งเป็นผู้ถูกกล่าวหาไว้แล้ว และผมได้ไปชี้แจงเกือบ 2 ปีมาแล้ว นายยิ่งชีพอาจติดกับดักผู้สมัคร สว.ที่อกหัก ที่วันนี้เขาอยู่ในบัญชีสำรอง หาก สว.ปัจจุบันนี้มีเหตุเป็นไป คนที่อยู่ในบัญชีสำรองจะได้เลื่อนขึ้นมาแทน นี่คือผลประโยชน์ทับซ้อนล้านเปอร์เซ็นต์
ผมมองว่าเป็นประเด็นการเมือง และเอาไปยัดใส่มือยิ่งชีพ เขาไม่รู้ก็ตะครุบเหยื่อ และเอาข้อมูลดังกล่าวนั้นย้อนกลับมาที่พรรคการเมืองอีก อย่างไรก็ตาม คิดว่าเขาคงไม่ได้อยู่ในเครือข่ายพรรคการเมือง เขาคงไม่ทำให้มาตรฐานของไอลอว์ต่ำลงมา จริงๆ ไอลอว์มีมาตรฐาน ซึ่งระยะหลังมาเล่นประเด็นทางการเมืองไม่รู้จะทำทำไม ถ้าจะทำอย่างนั้นให้ไปสมัครพรรคการเมืองให้รู้แล้วไป ไม่รู้ว่าเขาอยู่ในกระบวนการ หรือถูกชักจูงใดๆ หรือไม่”
สำหรับเรื่องประเด็นปราบโกงต่างๆ “นายกฯ หนู” อนุทิน ชาญวีรกูล นายกฯ และรมว.มหาดไทย เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการประสานงานเพื่อการต่อต้านการทุจริต (คตท.) นายกฯ กล่าวตอนหนึ่งถึงโพลสำรวจการรับรู้ทุจริต ว่า ลำดับที่เป็นความรู้สึกของประชาชน ตนไม่นับ เพราะไปถามใครคนที่ไม่ชอบรัฐบาลก็บอกโกง คนชอบรัฐบาลก็บอกไม่โกง หาสาระอะไรไม่ได้ หาหลักฐานการอ้างอิงไม่ได้ เราต้องยึดถือเรื่องการอ้างอิงและมีหลักฐานมาประกอบเพื่อให้เป้าหมายของเราถูกต้อง เราประกาศตัวเป็นศัตรูกับการคอร์รัปชันทุกรูปแบบ
การฟอกเงินมีการยึดทรัพย์จำนวนมาก คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) ได้รายงานมาตลอดว่าช่วงที่รัฐบาลนี้เข้ามามีการยึดทรัพย์ผู้กระทำผิดกฎหมายไปแล้วประมาณ 4 หมื่นล้านบาท

นายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรี แถลงภายหลังการประชุมว่า ที่ประชุมได้มีมติตั้งคณะอนุกรรมการดูแลเกี่ยวกับเรื่องการติดสินบนเชิงทุจริตในภาครัฐ โดยมีนายภราดร ปริศนานันทกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เป็นประธาน คตท. ยังเห็นชอบมาตรการป้องกันการทุจริตการสอบรับราชการในภาครัฐ อาจจำเป็นจะต้องมีกฎหมายเฉพาะในเรื่องนี้ เพื่อจัดการกับคนที่ทุจริต หรือผู้ที่เกี่ยวข้อง ไม่ว่าจะเป็นตัวการ ผู้ใช้ หรือผู้สนับสนุน รวมถึงการเลื่อนขั้นเลื่อนตำแหน่ง โดยจะมอบหมายให้ ก.พ.ร.เสนอต่อ
น.ส.อ้อนฟ้า เวชชาชีวะ เลขาธิการคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ (ก.พ.ร.) กล่าวว่า ที่ประชุมยังเห็นชอบข้อเสนอโครงการ 1 กรม 1 โปร่งใส ไร้เทา เพื่อให้แต่ละหน่วยงานของรัฐคัดเลือกงานบริการหรือกระบวนการทำงานที่มีความเสี่ยงต่อการทุจริตสูงมาพัฒนา นำมาปรับแก้กระบวนการอนุมัติของหน่วยงานแต่ละเรื่อง
อีกเรื่องหนึ่ง นายอนุทิน ชาญวีรกูล กล่าวถึงกรณีถูกวิจารณ์เรื่องท่าทีจีนเดียว ทำให้อาจเกิดความไม่พอใจต่อไต้หวัน ไทยยืนนโยบายจีนเดียวมาโดยตลอด ไม่ใช่เรื่องใหม่อะไร เรื่องความร่วมมือต่างๆ หากไม่ขัดกับนโยบายไทยก็ไม่ปิดกั้น เพราะสำหรับไทยก็คือนโยบายจีนเดียว ที่ไต้หวันมีแถลงการณ์ แสดงความผิดหวังกับท่าทีของไทยในการลงนามในถ้อยแถลงร่วมไทย-จีน ที่อ้างว่าไต้หวันเป็นส่วนหนึ่งของจีน มันก็เป็นท่าทีของเขา เราก็รับทราบ ซึ่งนโยบายเรามีความชัดเจน ท่าทีดังกล่าวไม่มีผลกระทบในด้านเศรษฐกิจ
เมื่อถามต่อว่า หลังจากนี้รัฐบาลไทยจะมีนโยบายทางการทูตอะไรที่จะไปทำความเข้าใจกับไต้หวันหรือไม่ นายกฯ กล่าวว่า เข้าใจกันอยู่แล้ว “นโยบายของเราจีนเดียว ไม่เอนเอียง” ผู้สื่อข่าวถามว่า กระแสโซเชียลฯ ของไต้หวันกำลังมาแรง นายกฯ ตอบว่า“ไม่พูดถึงกระแส” และไม่ว่าสื่อจะถามอะไรต่อ นายกฯ ตอบแค่ “นโยบายของไทยมีความชัดเจน”
“ทีมข่าวการเมือง”



