เมื่อเวลา 09.00 น. วันที่ 20 ก.ค. ที่สำนักงานใหญ่ การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.) ถนนงามวงศ์วาน กรุงเทพฯ นายพลพีร์ สุวรรณฉวี รมช.มหาดไทย แถลงข่าวการปฏิรูปโครงสร้างอัตราค่าไฟฟ้าภาคครัวเรือน ปี 2569-2573 มาตรการเร่งด่วนตามนโยบายรัฐบาล เพื่อยกระดับความเป็นธรรมและลดค่าครองชีพประชาชนของการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.)และการไฟฟ้านครหลวง (กฟน.) โดยมี นายมงคล ตรีกิจจานนท์ ผู้ว่าการการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค พร้อมด้วยนายดิชวัฒน์ จันทร์อี่ ผู้ว่าการการไฟฟ้านครหลวง และผู้บริหารหน่วยงาน ร่วมในการแถลง
นายพลพีร์ กล่าวว่า กฟภ. กฟน. จัดทำโครงสร้างอัตราค่าไฟฟ้าให้สอดคล้องกับนโยบายของรัฐบาลและมติคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) ซึ่งได้เห็นชอบแนวทางการกำหนดอัตราค่าไฟฟ้าของประเทศ ปี 2569-2573 และให้คณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) พิจารณาดำเนินการในประเด็นเร่งด่วนที่เกี่ยวข้องกับค่าไฟฟ้าภาคครัวเรือน ประกอบด้วย การกำหนดอัตราค่าไฟฟ้าสำหรับการใช้ไฟฟ้า 200 หน่วยแรก ไม่เกิน 3 บาทต่อหน่วย ตามมติ ครม. โดยอัตราดังกล่าวจะใช้กับการใช้ไฟฟ้า 200 หน่วยแรกเท่านั้น พร้อมทบทวนนิยามผู้ใช้ไฟฟ้าประเภทบ้านอยู่อาศัยให้สอดคล้องกับสภาพการอยู่อาศัยในปัจจุบัน
“โดยขยายสิทธิให้ครอบคลุมผู้ใช้ไฟฟ้าในกิจการหอพัก อพาร์ตเมนต์ และบ้านเช่า รวมถึงบ้านที่ใช้ทะเบียนบ้านชั่วคราว (มิเตอร์ไฟฟ้าชั่วคราว) ให้สามารถใช้อัตราค่าไฟฟ้าเดียวกับบ้านอยู่อาศัย เพื่อให้ผู้ประกอบการสามารถคิดค่าไฟฟ้าจากผู้เช่าในอัตราที่เหมาะสมและเป็นธรรม รวมถึงประชาชนกลุ่มเปราะบาง (ผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ) ที่ทำการลงทะเบียนกับการไฟฟ้า จะได้รับการสนับสนุนค่าไฟฟ้าไม่เกิน 315 บาท/เดือน/ครัวเรือน (รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม) แต่หากยอดบิลเกิน 315 บาท ผู้มีสิทธิจะต้องรับผิดชอบชำระค่าไฟฟ้าทั้งหมดด้วยตนเองในเดือนนั้น
ซึ่งมาตรการเหล่านี้ จะช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายด้านพลังงานและยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน ส่วนค่าไฟสาธารณะที่ได้คำนวณแล้วเฉลี่ยในบิลครัวเรือนละ 9 สตางค์/หน่วย จะได้หาแนวทางการใช้งบประมาณจากส่วนอื่นของรัฐในค่าใช้จ่ายดังกล่าว โดย กฟน. และ กฟภ. จะมีการประชุม กกพ. เพื่อดำเนินการตามแนวทางดังกล่าว ในวันนี้” รมช.มหาดไทย กล่าว

นายพลพีร์ กล่าวต่อว่า ทั้งนี้ ในส่วนผู้ใช้ไฟฟ้าที่ได้ทำการเช่าหอพัก อพาร์ตเมนต์ และบ้านเช่า ซึ่งผู้ประกอบการให้เช่ามีการติดตั้งมิเตอร์ต่างหาก (ไม่ใช่มิเตอร์ของการไฟฟ้า) และมีการคิดค่าไฟฟ้าเกินกว่าที่รัฐกำหนด สามารถแจ้งสายด่วนศูนย์ดำรงธรรม 1567 หรือศูนย์บริการประชาชน 1111 หรือสายด่วน สคบ. 1166 เพื่อหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าตรวจสอบและดำเนินการลดค่าครองชีพให้สอดคล้องกับนโยบายของรัฐ
“การยกระดับการให้บริการของการไฟฟ้าทั้ง 2 แห่ง มุ่งพัฒนาระบบบริการที่ประชาชนมีความสะดวก รวดเร็วในรูปแบบ One Stop Service คือ ทุกกระบวนงานเสร็จสิ้นที่สำนักงานเดียว เช่น การเข้าร่วมโครงการ Solar Rooftop ที่แต่เดิมนั้นผู้รับบริการจะต้องไปขอหนังสือใบอนุญาตรับรองจากวิศวกรผู้เชี่ยวชาญ แต่ One Stop Service จะทำให้ผู้รับบริการไม่ต้องเดินทางไปหลายที่ เราจะมีเจ้าหน้าที่ให้บริการในทุกขั้นตอนการทำงานที่ศูนย์บริการเดียว และหากมีปริมาณไฟฟ้าที่สามารถขายคืนการไฟฟ้าในแต่ละเดือนได้ ก็ให้เป็นส่วนลดค่าไฟในเดือนถัดไป นอกจากนี้ เราได้ประสานสถาบันการเงินของรัฐ คือ ธนาคารออมสิน และธนาคารอาคารสงเคราะห์ เพื่อเป็นแหล่งเงินกู้ให้กับประชาชนผู้สนใจเข้าร่วมโครงการไว้เรียบร้อยแล้ว และจะประสานกระทรวงการคลังเพื่อขอความร่วมมือจากสถาบันการเงินภาคเอกชนเพิ่มเติมต่อไป”
ด้าน ผู้ว่าการ กฟภ. และผู้ว่าการ กฟน. ได้ยืนยันถึงความพร้อมในการสนับสนุนนโยบายของรัฐบาลและกระทรวงมหาดไทยอย่างเต็มที่ เพื่อให้ประชาชนได้รับบริการด้านพลังงานไฟฟ้าที่มีประสิทธิภาพ เป็นธรรม และเข้าถึงได้อย่างทั่วถึง โดยจะเริ่มดำเนินการในเดือน ส.ค. 2569 และปรากฏในยอดบิลเดือน ก.ย. 2569 อันเป็นการยกระดับคุณภาพชีวิตและสร้างความมั่นคงด้านพลังงานของประเทศอย่างยั่งยืน




