โหมโรงกันเต็มที่ สำหรับบทบาทของพรรคฝ่ายค้าน นอกจาก “นายพริษฐ์ วัชรสินธุ” สส.บัญชีรายชื่อ และรองหัวหน้าพรรคประชาชน (ปชน.) จะออกมาเดินหน้าตรวจสอบเรื่องฮั้ว สว. หรือโกง สว.อย่างต่อเนื่อง ล่าสุดยังดึงพรรคร่วมฝ่ายค้านมางานเสวนา “แนวทางปฏิรูปสถาบันทางการเมืองภายใต้รัฐธรรมนูญ และกลไกตรวจสอบถ่วงดุล”
พร้อมทั้งตั้งคำถาม รัฐธรรมนูญปราบโกงไม่ได้จริง? องค์กรอิสระ เป็นอิสระจากประชาชน? คดีโกง สว. จะถูกตัดตอนให้ไปไม่ถึงศาล? โดยมีตัวแทนของพรรคการเมืองต่างๆ เข้าร่วมประกอบด้วย ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ วีระยุทธ กาญจน์ชูฉัตร สาทิตย์ วงศ์หนองเตย พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง สุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ พริษฐ์ วัชรสินธุ พนิดา มงคลสวัสดิ์ ภัณฑิล น่วมเจิม ชยพล สท้อนดี ในวันเสาร์ที่ 15 ส.ค. 69 เวลา 08.30-12.00 น. ที่โรงแรมกรุงศรีริเวอร์ จ.พระนครศรีอยุธยา
ซึ่งเป้าหมายคงหวังตีแผ่ปัญหาในการทำงานขององค์กรอิสระ คดีโกง สว. จะจบอย่างไร และบทสรุปคงมุ่งเป้าไปที่ปัญหาที่เกิดจากรัฐธรรมนูญ (รธน.) ที่เป็นเป้าหมายของพรรคฝ่ายค้าน ที่ในสมัยการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ที่จะเปิดในเดือนปลายเดือน ส.ค.
ซึ่งมีแนวโน้มร่างการแก้ไข รธน.ของพรรคส้ม จะไม่ได้ไปต่อ เพราะพรรคภูมิใจไทย (ภท.) และเสียงส่วนใหญ่ของวุฒิสภา คงไม่ให้ความเห็นชอบ ดังนั้นเชื่อแกนนำพรรคฝ่ายค้าน หวังใช้กระแสกดดัน เพื่อให้ได้รับเสียงหนุนในการผลักดันการแก้ไข รธน.
ด้าน “นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ” สส.บัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรคประชาชน (ปชน.) และผู้นำฝ่ายค้านฯ ให้สัมภาษณ์ถึงการยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาล ว่า จะเป็นสมัยประชุมที่จะถึงนี้แน่นอน เมื่อถามว่า อะไรจะเป็นแผลที่เราไปตีรัฐบาล นายณัฐพงษ์ กล่าวว่า จริงๆ เยอะแยะเต็มไปหมด ในเรื่องของระบอบสีน้ำเงิน โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องของการทุจริตคอร์รัปชัน ความไม่โปร่งใสขององค์กรอิสระ ตราบใดที่เรายังมีรัฐบาลที่บริหารประเทศใต้ระบอบสีน้ำเงิน ประเทศไทยไม่มีอนาคตแน่นอน
และต้องเรียกว่าบิลทุกใบ ที่รัฐบาลบริหารประเทศอย่างฉ้อฉล บริหารประเทศผิดพลาด เราเก็บไว้หมดและทุกอย่างจะถูกนำมาเปิดในเวทีการอภิปรายไม่ไว้วางใจ จะเป็นข้อมูลในเชิงลึกมากขึ้น เราจะไม่สามารถเปิดเผยได้ในเวทีของสื่อหรือเวทีต่างๆ แต่เวทีการอภิปรายไม่ไว้วางใจ จะมีเอกสิทธิ์ในการคุ้มครอง การทำหน้าที่ของฝ่ายค้านอยู่
เมื่อถามว่า ฝั่งรัฐบาลมีการทักท้วงมาตลอดว่า เรื่องการฮั้ว สว. ไม่เกี่ยวกับฝ่ายรัฐบาล กังวลหรือไม่ว่า นายโสภณ ซารัมย์ ประธานสภา จะไม่บรรจุญัตติดังกล่าว นายณัฐพงษ์ กล่าวว่า เชื่อว่าหลักฐานที่พรรคเปิดเผยออกมา เกี่ยวกับเรื่องเส้นเงิน การไปอยู่ในสถานที่เดียวกัน คลิปเสียง สุดท้ายก็โยงใยไปที่ฝั่งนักการเมือง โดยเฉพาะอย่างยิ่งซีกของพรรคภูมิใจไทย (ภท.)
เมื่อถามถึงกรณีมีการโยงโพสต์ของนายกฯ เกี่ยวกับเรื่องการวิ่งชนกำแพง เข้ากับกรณีที่ น.ส.ศิริกัญญา ตันสกุล รองหัวหน้าพรรค ปชน. ออกมาระบุว่า “เหนื่อยกับการสู้กับกำแพง” นายณัฐพงษ์ กล่าวว่า คนที่ดำรงตำแหน่งนายกฯ ควรจะใช้เวทีในการสื่อสารทุกเวที รวมถึงโซเชียลมีเดียส่วนตัว แสดงความเห็นที่เป็นประโยชน์ต่อประเทศ แต่การใช้โซเชียลมีเดียส่วนตัว พาดพิงนักการเมืองฝั่งตรงข้าม แล้วเมื่อถูกสื่อมวลชนถาม ก็ไม่กล้าที่จะยอมรับตรงๆ นั้น คิดว่าไม่ได้เป็นการแสดงออกที่สมควรสำหรับคนที่ดำรงตำแหน่งนายกฯ
ฟังจากความเห็นนายณัฐพงษ์ “โดยยืนยันบิลทุกใบ ที่รัฐบาลบริหารประเทศอย่างฉ้อฉล บริหารประเทศผิดพลาด ได้เก็บไว้หมดและทุกอย่างจะถูกนำมาเปิดในเวทีการอภิปรายไม่ไว้วางใจ จะเป็นข้อมูลในเชิงลึกมากขึ้น” นั่นหมายความว่า อาจมีผลต่อการเปลี่ยนแปลงทางการเมือง
ส่วนความคืบหน้าในการตรวจสอบสำนวนฮั้ว สว. ของกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ด้าน “นายสิทธิโชติ อินทรวิเศษ” หนึ่งใน กกต.ให้สัมภาษณ์กรณีที่สังคมและฝ่ายค้านตั้งคำถามถึงกระบวนการตรวจสอบคดีการเลือกตั้งที่มีพนักงาน กกต. เข้าไปเกี่ยวข้องว่า กกต. ได้ตรวจสอบเรื่องนี้อย่างจริงจัง
โดยก่อนหน้านี้ได้รับมอบหมายให้รับผิดชอบสำนวนการสืบสวนไต่สวนการเลือกตั้ง สส. เมื่อปี 2566 ซึ่งมีการสั่งไต่สวนเพิ่มเติม ในพื้นที่ จ.ตาก และ จ.อำนาจเจริญ โดยล่าสุดคณะกรรมการสอบสวนทางวินัย มีความเห็นเบื้องต้นให้ไล่ออก ซึ่งอยู่ระหว่างการพิจารณาขั้นสุดท้ายของคณะอนุกรรมการฯ คาดว่าจะทราบผลมติในเร็วๆ นี้
สำหรับสำนวนคดีของ สส. ที่เจ้าหน้าที่คนดังกล่าวเข้าไปทำนั้น มีเส้นทางการเงินโอนเข้าหาเจ้าหน้าที่จริง แต่ผู้โอนเป็นบุคคลอื่นที่ไม่ใช่ตัว สส. ส่วนสำนวนคดี สส. เดิมก็ได้มีคำวินิจฉัยไปแล้ว และยังไม่มีเหตุปัจจัย หรือหลักฐานใหม่ ที่จะนำกลับมารื้อทบทวน
ส่วนความคืบหน้า คดีฮั้ว สว.ที่ฝ่ายค้านเตรียมเปิดหลักฐานเพิ่มเติม นายสิทธิโชติ ยืนยันว่า ไม่กังวล เพราะ กกต. พิจารณาตามพยานหลักฐานในสำนวน โดยมีสำนวนของคณะกรรมการสืบสวนไต่สวนชุดที่ 26 เป็นสำนวนหลัก ส่วนคณะอนุฯ วินิจฉัยที่ 36 เป็นเพียงผู้ให้ความเห็นประกอบ
สำหรับกระแสข่าวลือว่า สว. อาจจะรอด เพราะ กกต. ส่วนใหญ่ได้รับการแต่งตั้งมาในยุค สว. ชุดนี้ นายสิทธิโชติ ชี้แจงว่า ไม่ว่า กกต. ท่านใดจะมีมติส่งศาลฎีกา หรือยกคำร้อง ทุกอย่างต้องมีเหตุผลประกอบเสมอ และทุกคนต้องรับผิดชอบในคำวินิจฉัยของตนเอง
ทุกอย่างดำเนินไปตามไทม์ไลน์ โดยในสัปดาห์สุดท้ายคาดว่าจะพิจารณาครบทั้ง 7 ข้อหา จากนั้นจะเว้นระยะเวลาไว้ประมาณ 1 สัปดาห์ เพื่อให้ กกต. แต่ละท่านได้นำข้อมูล พยานหลักฐาน และข้อโต้แย้งไปพินิจวิเคราะห์ตกผลึกความคิด ก่อนจะกลับมาร่วมประชุมเพื่อลงมติวินิจฉัยเรียงรายบุคคลต่อไป
นายสิทธิโชติ กล่าวอีกว่า การพิจารณาโทษมี 2 ระดับ คือ โทษทางอาญา และระดับที่หลักฐานอาจไม่ถึงอาญา แต่เชื่อได้ว่าการเลือกตั้งไม่สุจริตเที่ยงธรรม ซึ่งแค่อย่างหลังก็เพียงพอที่จะส่งศาลฎีกาได้แล้ว
เมื่อถามถึงกรณีว่ามีแกนนำพรรครัฐบาลเข้ามาเกี่ยวข้องด้วยหรือไม่ นายสิทธิโชติ กล่าวว่า ข้อกล่าวหาที่มีเป็นเพียงพยานบุคคล ซึ่งจำเป็นต้องมีพยานหลักฐานอื่นมาประกอบ หากมีเพียงการกล่าวอ้างโดยไม่มีหลักฐานสนับสนุน ศาลอาจรับฟังไม่ได้เช่นกัน
“กกต. อยู่ได้เพราะความศรัทธาของประชาชน สิ่งใดที่เป็นข้อครหาเราก็ต้องขจัด เราต้องมีเกียรติ ศักดิ์ศรี และความกล้าหาญในการรักษาคุณธรรม ความเป็นข้าราชการ เพื่อดูแลบ้านเมือง ซึ่งขณะนี้ กกต. กำลัง ‘ขันนอต’ และปรับปรุงกระบวนการสืบสวนไต่สวนทั่วประเทศให้มีความโปร่งใสและน่าเชื่อถือมากยิ่งขึ้น” นายสิทธิโชติ กล่าว
ด้าน “นายพงศกร ขวัญเมือง” โฆษกพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) กล่าวถึงการติดตามคดีฮั้วเลือก สว.ว่า พรรคได้ตั้งทีมกฎหมายติดตาม กรณี กกต. เตรียมพิจารณาคดีฮั้ว สว.ว่าจะส่งศาลฎีกาหรือไม่ หากไม่ส่ง ทางพรรค ปชป. ก็จะส่งคำร้องเอาผิด กกต. ทั้งคดีอาญาและการทุจริตต่อไป
นอกจากนี้ยังตรวจสอบว่า มีพรรคการเมือง นักการเมือง หรือมีการกระทำที่เป็นลักษณะขององค์กร เข้าไปเกี่ยวข้องกับการจัดตั้ง หรือแลกคะแนนเลือก สว. หรือไม่ เพราะพฤติกรรมดังกล่าวเข้าข่ายผิดกฎหมาย รวมถึงเรายังติดตามการดำเนินการของกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) หากพบความผิดปกติ จะดำเนินการต่อดีเอสไอเช่นกัน
ขณะนี้ฝ่ายกฎหมายพรรคได้เตรียมร่างหนังสือ พร้อมหลักฐาน เพื่อเตรียมส่งให้ดำเนินการกับพรรคการเมืองที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการได้มาซึ่ง สว. หากพรรคใดควบคุมครอบงำ ถือว่าผิดกฎหมายแน่นอน รวมทั้งตรวจสอบเส้นเงินด้วย
เชื่อว่า “คดีฮั้ว สว.” จะถูกจับตามองมากที่สุด เพราะมีผลทางการเมือง ขณะที่ “นายสิทธิโชติ อินทรวิเศษ” หนึ่งใน กกต. ยืนยัน ทุกอย่างต้องมีเหตุผลประกอบ และทุกคนต้องรับผิดชอบในคำวินิจฉัยของตนเอง ทุกอย่างดำเนินไปตามไทม์ไลน์
ขณะที่ประเด็นโครงการ TH-AI Passport ด้าน “นายไชยชนก ชิดชอบ” รมว.ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) เปิดเผยความคืบหน้าโครงการ TH-AI Passport ว่า สำนักงานอัยการสูงสุด (อสส.) ได้ส่งคืนสัญญากลับมาที่กระทรวงดีอีแล้ว
ในวันที่ 19 ส.ค. 69 ดีอีจะมีการแถลงรายละเอียดโครงการ และจะเปิดระบบให้ทดลองลงทะเบียนใช้ TH-AI Passport ล่วงหน้า หลังจากนั้นจะเริ่มเปิดใช้งานอย่างเป็นทางการตั้งแต่วันที่ 31 ส.ค. 69 เป็นต้นไป
สำหรับเงื่อนไขการรับสิทธินั้น ยังกำหนดไว้ไม่เกิน 5 ล้านสิทธิ โดยประชาชนที่ลงทะเบียนต้องมีอายุตั้งแต่ 15 ปีขึ้นไป และต้องผ่านขั้นตอนการยืนยันตัวตน เพื่อป้องกันการใช้สิทธิซ้ำนี้
ส่วนการประชุมกองทุนดีอี ที่มีนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกฯ และรมว.คลัง ได้ให้กระทรวงดีอีปรับปรุงแผนการใช้เงินให้สอดคล้องกับแผนยุทธศาสตร์ระยะยาว แล้วนำกลับมาเสนอที่ประชุมกองทุนดีอีอีกครั้งภายในเดือน ส.ค.นี้
โดยปัจจุบันฐานะกองทุนดีอี ขณะนี้มีเงินอยู่ที่ 2,000 ล้านบาท ส่วนกรณีไม่เข้าร่วมประชุมกรรมาธิการ (กมธ.) นั้น ยืนยันได้ปฏิบัติหน้าที่ตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด แต่เนื่องจากติดภารกิจอื่น จึงมอบหมายตัวแทน และสั่งการให้ข้าราชการทุกส่วนให้ความร่วมมือกับทาง กมธ.อย่างเต็มที่
ก่อนหน้านั้น “น.ส.รักชนก ศรีนอก” สส.บัญชีรายชื่อ พรรค ปชน. ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการ (กมธ.) การศึกษา การจัดทำและติดตามการบริหารงบประมาณ สภา
กล่าวถึงการประชุมติดตามความคืบหน้าโครงการ TH-AI Passport ว่า การประชุม กมธ. เมื่อวันที่ 13 ส.ค. รมว.ดีอีก็ไม่มา แต่ให้ปลัดกระทรวงมาแทน ทั้งนี้มีการเชิญ รมว.ดีอี 4 ครั้งแล้ว แต่ไม่มา
ครั้งถัดไปจึงเสนอว่าถ้ารัฐมนตรียังไม่มาอีก และยังมีประเด็นที่ค้างคา กระทรวงยังส่งเอกสารไม่ครบ ได้ปรึกษากับเพื่อนสมาชิกใน กมธ.ว่า อาจจะต้องใช้ พ.ร.บ.คำสั่งอำนาจเรียก รมว.ดีอี มาให้ข้อมูล
ทั้งนี้อยากฝากถึงนายไชยชนกว่า การเป็นรัฐมนตรี หน้าที่อย่างหนึ่งคือการมาทำหน้าที่ต่อสภา ไม่ว่าจะเป็นการมาตอบกระทู้ หรือการมาชี้แจงกับ กมธ.
มาถึงวันนี้กระทรวงดีอี คงเดินหน้า “โครงการ TH-AI Passport” อย่างเต็มที่ หลังให้สำนักงาน อสส.ตรวจสอบ นั่นหมายความว่า ให้ทนายแผ่นดินตรวจสอบแล้ว จะถือเป็นหลักประกัน หากมีการตรวจสอบในข้อกฎหมายได้หรือไม่ คำถามคือพรรคฝ่ายค้านจะเดินหน้าอย่างไรต่อไป



