อยู่ ๆ ก็มีข่าวสะพัด อดีตรัฐมนตรีบ้านใหญ่ จ.นครศรีธรรมราช ตบหน้ารองผู้กำกับการสืบสวนในงานศพ โวยวายว่า รอง ผกก. ไม่ช่วยหาเสียง พ.ต.อ.พงศ์พิชาญ ชยานนท์พิริยะ ผู้กำกับการสถานีตำรวจภูธรทุ่งใหญ่ จ.นครศรีธรรมราช ชี้แจงว่า ไม่ได้รับรายงานเรื่องการถูกทำร้ายร่างกายจากรอง ผกก.สืบสวนคนที่เป็นข่าว และไม่มีประชาชนคนใดเข้ามาแจ้งว่า พบเห็นเหตุการณ์นี้ เมื่อสอบถามข้อมูลกับทางรองผู้กำกับการสืบสวนโดยตรง เจ้าตัวได้ยืนยันอย่างชัดเจนว่า เรื่องการถูกทำร้ายร่างกายตามข่าวนั้นไม่เป็นความจริงแต่อย่างใด พร้อมทั้งให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า รู้จักกับอดีตรัฐมนตรีคนดังกล่าว เป็นเครือญาติกัน มีความสนิทสนมและเคารพนับถือกันเป็นพี่น้องกัน
“ในเมื่อผู้ที่อ้างว่าถูกกระทำเป็นผู้ให้ข้อมูลยืนยันเช่นนี้ ก็จำเป็นต้องรับฟังข้อมูลของเจ้าตัว เพราะผมไม่ได้อยู่ในเหตุการณ์ดังกล่าว” พ.ต.อ.พงศ์พิชาญ กล่าว
“สส.แทน” ชัยชนะ เดชเดโช สส.บัญชีรายชื่อ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ อดีต รมช.สาธารณสุข ให้สัมภาษณ์ผู้สื่อข่าวว่า ตนเองกับรองผู้กำกับฯ ก็มีความเคารพและสนิทสนมกัน เจอหน้าพบกันก็พูดคุยกันตามปกติ ไม่ทราบว่าข่าวที่ออกมานั้นเป็นอย่างไร อ้างว่าเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 8 ส.ค. ที่ผ่านมา ซึ่งเมื่อวันที่ 11 ส.ค. ที่ผ่านมายังเจอกันตอนไปงานเผาศพ รองผู้กำกับฯ มีการทักทายและถ่ายรูปครอบครัวด้วยกัน เพราะถือว่าเป็นญาติสนิทมิตรสหายกัน ที่อ้างว่ามีการพูดว่าไม่ช่วยหาเสียงก็ไม่มี หลังจากข่าวออกมา รองผู้กำกับฯ ก็งง และยืนยันว่าไม่มีอะไร
“การที่คนสนิทกัน พูดคุยกันอยู่ดี ๆ แต่สื่อเอาไปเขียนว่าเขามีปัญหา ให้ความเป็นธรรมกับผมหรือเปล่า” เมื่อสื่อถามย้ำว่าดูเหมือนจะเป็นการพุ่งเป้ามาที่นายชัยชนะ กล่าวว่า “ก็ถูกไง เกิดเป็นแทน ก็เป็นอย่างนี้แหละ”
อย่างไรก็ตาม “บิ๊กอรรถ” พล.ต.ท.ไตรรงค์ ผิวพรรณ รองจเรตำรวจแห่งชาติ กล่าวว่า ได้โทรศัพท์กำชับรักษาราชการแทน ผบก.ภ.จว.นครศรีธรรมราช ให้กำกับดูแลการดำเนินคดีอย่างใกล้ชิด “บิ๊กต่าย” พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผบ.ตร. กำชับให้ดำเนินการตามกฎหมายอย่างตรงไปตรงมา ไม่ว่าบุคคลที่เกี่ยวข้องจะเป็นใคร หรือมีความสัมพันธ์กับบุคคลใด ขอให้ พงส. ดำเนินการตามกฎหมายอย่างครบถ้วน ไม่มีละเว้นหรือสิทธิพิเศษ
เรื่องปัญหาตำแหน่งประธานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ใกล้จบ เมื่อ “นายกฯ หนู” อนุทิน ชาญวีรกูล บอกว่า ได้ลงนามหนังสือเพื่อนำชื่อ “หมอไห่” นพ.สรณ บุญใบชัยพฤกษ์ ทูลเกล้าฯ ให้พ้นจากตำแหน่งแล้ว จากที่คณะกรรมการสรรหา กสทช. มีมติว่า ขาดคุณสมบัติ เนื่องจากยังสังกัดโรงพยาบาลรามาธิบดีในวันที่รับตำแหน่งประธาน กสทช.
ที่ท้องสนามหลวง นพ.สรณ มาทำบุญ และให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนว่า วันนี้ยังปฏิบัติหน้าที่อยู่ในฐานะประธาน กสทช. และทราบจากข่าวเรื่องทูลเกล้าฯ แล้ว เรื่องบอร์ด กสทช. จะประชุมต่อไปอย่างไรก็ค่อยดูต่อไป วันที่ 13 ส.ค. นี้จะประชุม และว่า ตนเองมีทางให้เลือกหลายทาง ส่วนจะตัดสินใจอย่างไรเดี๋ยวค่อยว่ากัน
ผู้สื่อข่าวถามว่า ขณะนี้ไม่มีความกังวลใด ๆ แล้วใช่หรือไม่ นพ.สรณ กล่าวว่า “ผมเป็นหมอก่อนที่จะโปรดเกล้าฯ ทำหน้าที่อย่างสุจริตชน ไม่ได้ขโมยใคร ไม่ได้ทำร้ายใคร แต่รักษาคนไข้ด้วยความมั่นใจ ยังคิดไม่ออกว่าการรักษาคนไข้ของผมไปกระทบอะไรกับ กสทช.” เมื่อถามอีกว่า จะไม่ถอยหลังจะเดินหน้าหรืออยู่ใช่หรือไม่ นพ.สรณ กล่าวว่า เป็นหมอตลอดชีวิตและไม่ได้ทำอะไรผิด
ความคืบหน้าคดีฮั้ว สว. “สส.ไอติม” พริษฐ์ วัชรสินธุ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน โพสต์ X ว่า “แถลงการณ์ล่าสุดของ กกต. เป็นการยืนยันว่า เส้นทางการเงินที่ถูกโอนจากนักการเมืองสีน้ำเงิน จ.อำนาจเจริญ ไปที่พนักงานสืบสวนของ กกต. ยอดรวม 860,000 บาท ช่วง เม.ย.-ก.ค. 67 มีอยู่จริง แม้ กกต. ชี้แจงว่าในช่วงเวลาที่มีการโอนเงิน (เม.ย.-ก.ค. 67) พนักงานสืบสวนคนดังกล่าวถูกมอบหมายให้ไต่สวนสำนวนที่เกี่ยวกับการเลือกตั้ง สส.
“อย่างไรก็ตาม ผมเห็นว่าข้อเท็จจริงดังกล่าวไม่ได้เป็นเครื่องยืนยันว่าการโอนเงินดังกล่าวนั้นไม่เกี่ยวข้องใด ๆ กับการเลือก สว. เนื่องจากกระบวนการเลือก สว. เกิดขึ้นในห้วงเวลาดังกล่าวแบบพอดิบพอดี (พ.ค.-มิ.ย. 67) ผมมีคำถามเพิ่มเติมต่อ กกต. ขอให้ชี้แจงรายละเอียดการสอบ สำนวนเกี่ยวกับการเลือกตั้ง สส. ที่พนักงานสืบสวนคนดังกล่าวรับผิดชอบอยู่ในขณะที่ได้รับโอนเงิน เป็นสำนวนเกี่ยวกับการเลือกตั้งครั้งไหน ในเขตเลือกตั้งใด และเกี่ยวข้องกับผู้สมัครคนไหน? กกต. จะเปิดเผยผลการสอบสวนทั้งหมดที่เกี่ยวข้องต่อสาธารณะหรือไม่ และเมื่อไร?
ในเมื่อ กกต. เองยอมรับว่าหลักฐานใหม่ที่ผมนำเสนอบนเวทีวิปฝ่ายค้านเมื่อวันอาทิตย์ เรื่องเส้นเงินใน 4 จังหวัด (นครพนม ลำพูน สงขลา อำนาจเจริญ) อยู่ในสำนวนของ กกต. แล้ว ทั้งหมดนี้ (รวมถึงหลักฐานอื่น ๆ เรื่องโพย-บัตรเลือกตั้ง-การนัดหมาย) ยังไม่นับเป็นหลักฐานที่เพียงพอแล้วหรือ ว่ามีเหตุอันควรเชื่อได้ว่ามีการทุจริต ซึ่ง กกต. มีหน้าที่ต้องสั่งฟ้องไปที่ศาล เพื่อให้ศาลตรวจสอบให้สิ้นข้อสงสัยและตัดสิน?”
พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เตมียเวส หัวหน้าพรรคเสรีรวมไทย โพสต์ข้อความว่า วันที่ 17 ส.ค. นี้ ต้องไปศาล จ.บุรีรัมย์ เนื่องจากศาลจะเริ่มไต่สวนคดีที่นายเนวิน ชิดชอบ ประธานสโมสรฟุตบอลบุรีรัมย์ ยูไนเต็ด เป็นโจทก์ฟ้องตนเป็นจำเลย ข้อหาหมิ่นประมาทด้วยการโฆษณา และแจ้งความเท็จ ที่ไป เผื่ออาจจะได้พบนายเนวินที่ศาล จะได้สอบถามเรื่องที่ดินว่า จะคืนให้การรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) หรือไม่ ไม่คืนวันนี้วันหน้าก็ต้องคืนอยู่ดี
“ผมคาดการณ์ไว้ล่วงหน้าอีกว่าคุณเนวินคงจะไม่มาศาล แต่จะส่งทนายความมาขอเลื่อนคดีไปก่อน เพราะขณะนี้ผมแง้มหน้าไพ่ให้ดูคร่าว ๆ แล้วว่าผมมีพยานหลักฐานอะไรบ้าง การที่คุณยังยื้อยุดยังไม่คืนที่ดินให้การรถไฟนั้น ผู้ที่รับหน้าเสื่อรับผิดชอบครั้งนี้คือคุณอนุทิน รมว.มหาดไทย คุณจะใจดำเอาแต่ได้โดยไม่คำนึงถึงคุณอนุทิน และครอบครัวเลยหรือ ที่จะต้องมารับผิดชอบร่วมกับคุณในการกระทำครั้งนี้ วันที่ 17 หวังว่าคงจะได้พบกับคุณเนวิน” พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ โพสต์
รัฐบาลได้เปิดเผยความคืบหน้าของการตรวจสอบทุจริต “โฆษกกานต์” รัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า กระทรวงมหาดไทย และสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.) ได้เปิด 3 ปฏิบัติการปราบปรามเครือข่ายอาชญากรรมข้ามชาติ ซึ่งทุจริตเกี่ยวข้องกับระบบทะเบียนราษฎร ปัญหาการขอสัญชาติไทยและสถานะทางทะเบียนโดยมิชอบอย่างต่อเนื่อง ปฏิบัติการทลายกุมารทิพย์สามารถจับกุมผู้ต้องหาได้ 4 ราย ปฏิบัติการย้อนเกล็ดมังกร ได้ดำเนินการสืบสวนขยายผลปฏิบัติการ และออกหมายจับผู้กระทำความผิดอีก 35 ราย เมื่อวันที่ 7 ก.ค.
ปฏิบัติการถอดเกล็ดมังกร จับกุมขบวนการอำพรางการจดทะเบียนสมรสและทุจริตระบบทะเบียนราษฎรเพื่อแจ้งเกิดให้บุตรได้สัญชาติไทยอันเป็นเท็จ โดยผลปฏิบัติการ (ข้อมูลเมื่อวันที่ 9-11 ก.ค.) พบว่าศาลอนุมัติหมายจับแล้ว จำนวน 35 หมาย ซึ่งจับกุมตัวได้แล้ว 32 ราย ในส่วนของมารดาสัญชาติจีนนั้น มี 1 รายที่เดินทางออกนอกประเทศ และอีก 2 ราย หลบหนีออกจากที่พัก ซึ่งศาลมีความเห็นว่าบุคคลดังกล่าวมีพฤติการณ์ร้ายแรง ทำเป็นขบวนการ ส่งผลต่อความมั่นคง จึงไม่อนุมัติให้ประกันตัวบุคคลตามหมายจับ ทั้ง 27 ราย ขณะที่กรมการปกครองได้แจ้งให้นายทะเบียนเพิกถอนการแจ้งเกิดของเด็กที่พบว่าเป็นการแจ้งเกิดอันเป็นเท็จแล้วทั้งหมด ปปง. ก็จะสอบเส้นทางการเงินและอายัดทรัพย์ผู้เกี่ยวข้อง
ส่วนความคืบหน้าคดีตรวจพบความผิดปกติของน้ำมันประมาณ 57 ล้านลิตร มูลค่ากว่า 2.3 พันล้านบาท (กักตุนน้ำมันปั่นราคา) ซึ่งหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้บูรณาการการทำงานเพื่อตรวจสอบข้อเท็จจริงและดำเนินคดี ดำเนินคดีกับบริษัทเอกชนและผู้เกี่ยวข้อง จำนวนทั้งสิ้น 3 คดี ทั้งในพื้นที่ จ.อ่างทอง และภาคใต้ โดยผู้ต้องหาได้รับทราบข้อกล่าวหาแล้ว อย่างไรก็ตาม ดีเอสไอยังเดินหน้าสืบสวนคลังน้ำมันและผู้ค้าน้ำมันในพื้นที่อื่น
“รัฐบาลยังดำเนินการป้องกันการทุจริตในระยะยาว ด้วยการร่วมมือกับภาคเอกชนจัดตั้งคณะกรรมการร่วมพหุภาคีเพื่อการบริหารงานภาครัฐระบบเปิด ผลักดันกลไกภาครัฐระบบเปิด (Open Government) เปิดโอกาสให้ประชาชนเข้าถึงข้อมูลภาครัฐและมีส่วนร่วมกำหนดนโยบายได้มากขึ้นกว่าเดิม พร้อมทั้งยกระดับการป้องกันและปราบปรามการทุจริตของประเทศไทยให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น” น.ส.รัชดา กล่าว



