พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง สส.บัญชีรายชื่อ และหัวหน้าพรรคประชาชาติ มองว่าการทุจริตสอบท้องถิ่น เหมือนดูละครเรื่อง “เมื่อผู้ต้องหา เป็นพนักงานสอบสวน” ส่งเสริมให้ผู้อยู่ในข่ายกระทำผิดอยู่เหนือกฎหมาย ช่างตลกร้ายสิ้นดี!
ในฐานะที่เป็นหนึ่งในคณะกรรมาธิการการกฎหมาย การยุติธรรมและสิทธิมนุษยชน ได้มีผู้ร้องเรียนให้ตรวจสอบกรณีการทุจริตการสอบแข่งขันเพื่อบรรจุเป็นข้าราชการองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น
เมื่อพิจารณาข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายแล้ว รู้สึกเศร้าใจอย่างยิ่ง เพราะสิ่งที่เกิดขึ้นในขณะนี้ทำให้ประชาชนอดตั้งคำถามไม่ได้ว่า กำลังมีการ “เล่นละคร” ให้ประชาชนดูหรือไม่
ข้อเท็จจริงที่ปรากฏคือ คะแนนสอบที่ถูกต้องยังคงอยู่กับมหาวิทยาลัยผู้รับจ้างจัดสอบ และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ก็ยืนยันว่าคะแนนที่จัดเก็บไว้ในหน่วยงานถูกต้องเช่นกัน แต่ผลสอบที่ คณะกรรมการกลางการสอบแข่งขันพนักงานส่วนท้องถิ่น (กสถ.) ประกาศต่อสาธารณะ กลับมีรายชื่อผู้ที่ได้คะแนนต่ำกว่าเกณฑ์ หรือสอบไม่ผ่าน ถูกเพิ่มเข้าไปในบัญชีผู้สอบแข่งขันได้จำนวน 5,814 ราย และบุคคลเหล่านี้ได้ถูกบรรจุแต่งตั้งเป็นข้าราชการท้องถิ่นไปแล้ว

การกระทำดังกล่าว หากข้อเท็จจริงเป็นไปตามที่ปรากฏ ย่อมมิใช่เพียงความผิดพลาดทางธุรการ แต่เป็นการกระทำที่ทำให้ความผิดอาญาหลายฐาน สำเร็จลงแล้ว ตั้งแต่วันที่มีการประกาศผลสอบและนำผลดังกล่าวไปใช้บรรจุแต่งตั้ง
คำถามสำคัญคือ ใครเป็นผู้มีอำนาจและหน้าที่ในการอนุมัติหรือสั่งการให้ประกาศผลสอบดังกล่าว
ตามพระราชบัญญัติระเบียบบริหารงานบุคคลส่วนท้องถิ่น พ.ศ. 2542 และคำสั่งหัวหน้า คสช. ที่ 8/2560 ลงวันที่ 21 กุมภาพันธ์ 2560 ได้กำหนดให้ คณะกรรมการกลางการสอบแข่งขันพนักงานส่วนท้องถิ่น (กสถ.) เป็นผู้ดำเนินการสอบแข่งขันทั้งหมด
กสถ. ประกอบด้วยกรรมการ 19 คน ได้แก่ กรรมการโดยตำแหน่ง 6 คน ได้แก่ ปลัดกระทรวงมหาดไทย ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ เลขาธิการ ก.พ. ผู้อำนวยการสำนักงบประมาณ อธิบดีกรมบัญชีกลาง และอธิบดีกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น
ผู้ทรงคุณวุฒิ 6 คน ซึ่งคัดเลือกจากคณะกรรมการกลางของ อบจ. เทศบาล และ อบต.ผู้แทนองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น 6 คน รองอธิบดีกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่นที่อธิบดีมอบหมาย เป็นกรรมการและเลขานุการ รวมเป็น 19 คน ให้เลขานุการ กสถ. จัดให้มีการประชุมเพื่อคัดเลือกกรรมการคนหนึ่ง เป็นประธาน
กฎหมายกำหนดให้ กสถ. มีอำนาจหน้าที่ดำเนินการสอบแข่งขัน กำหนดหลักสูตร วิธีการสอบ คุณสมบัติผู้สมัคร เกณฑ์การตัดสิน การขึ้นบัญชี การยกเลิกบัญชีผู้สอบแข่งขันได้ และการอื่นใดที่เกี่ยวข้องทั้งหมด
นอกจากนี้ ในขอบเขตงาน (TOR) ยังระบุไว้อย่างชัดเจนว่า ข้อ 4.12.11 ให้ผู้รับจ้าง จัดทำบัญชีประกาศรายชื่อผู้สอบแข่งขันได้ตามที่ กสถ. กำหนด
ข้อ 4.12.12 ให้ ประชาสัมพันธ์ประกาศขึ้นบัญชีผู้สอบแข่งขันได้ในเว็บไซต์ ตามที่ กสถ. กำหนด
กล่าวคือ ผู้รับจ้างไม่มีอำนาจกำหนดรายชื่อผู้สอบแข่งขันได้เอง แต่ต้องดำเนินการตามที่ กสถ. กำหนดทุกประการ ตามข้อมูลปลายปี 68-ต้นปี 69 เป็นช่วงที่มีการจัดสอบภาค ก และภาค ข วันที่ 20 ก.พ.69 กสถ. ประกาศผลสอบแข่งขันและขึ้นบัญชีผู้สอบผ่านอย่างเป็นทางการ (มีรายชื่อผิดปกติต้องเพิกถอน 5,814 คน) ที่เป็นความผิดสำเร็จ จนกระทั่งวันที่ 22 มิ.ย.69 เจ้าหน้าที่ ป.ป.ช. และตำรวจ บก.ปปป.บุกเข้าตรวจค้นแหล่งแก้ไขคะแนนที่ จ.นนทบุรี ภายหลังประกาศผลสอบประมาณ 4 เดือนแล้ว
ดังนั้น หากมีการนำข้อมูลอันเป็นเท็จ หรือมีการปลอมแปลงคะแนนสอบ จนทำให้มีผู้สอบไม่ผ่านจำนวน 5,814 ราย ถูกประกาศให้สอบผ่านและได้รับการบรรจุเป็นข้าราชการแล้ว ผู้ที่ควรถูกตรวจสอบก่อน ย่อมเป็นผู้ที่มีหน้าที่และอำนาจโดยตรงในการอนุมัติหรือกำหนดให้ประกาศรายชื่อดังกล่าว นั่นคือ คณะกรรมการ กสถ. ทั้ง 19 คน
เพราะการกระทำดังกล่าวอาจเข้าข่ายความผิดหลายฐาน ได้แก่ ความผิดฐานปลอมและใช้เอกสารราชการปลอม ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 265 และมาตรา 268
พ.ต.อ.ทวีย้ำว่าความผิดฐานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ ตามมาตรา 157 ความผิดฐานนำเข้าข้อมูลอันเป็นเท็จเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ ตามมาตรา 14 แห่งพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ รวมทั้งความผิดอาญาอื่นที่เกี่ยวข้อง เช่น ความผิดเกี่ยวกับการรับสินบน หากมีพยานหลักฐานรองรับ
นอกจากนี้ ยังอาจต้องมีการตรวจสอบความรับผิดทั้งทางอาญา ทางแพ่ง และทางวินัย เนื่องจากเป็นกรณีที่มีลักษณะเป็นการกระทำเป็นขบวนการ ส่งผลกระทบต่อการบรรจุข้าราชการท้องถิ่นทั่วประเทศ จึงเป็นหน้าที่ของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องที่จะต้องสืบสวนขยายผลให้ปรากฏข้อเท็จจริง และดำเนินคดีโดยไม่ละเว้น หรือเลือกปฏิบัติ อย่าให้สังคมเห็นว่ามีผู้มีอำนาจหรือผู้มีอิทธิพลทางการเมืองอยู่เบื้องหลัง
เมื่อข้อเท็จจริง หลักฐาน และข้อกฎหมายปรากฏชัดเจนเช่นนี้ สังคมย่อมคาดหวังให้รัฐบาลจัดให้มีกระบวนการตรวจสอบที่เป็นอิสระ โปร่งใส และปราศจากข้อสงสัยเรื่องผลประโยชน์ทับซ้อน แต่การแต่งตั้งบุคคลที่ดำรงตำแหน่งใน กสถ. ให้เข้ามามีบทบาทในการสอบสวนเรื่องนี้เสียเอง ย่อมทำให้สังคมตั้งคำถามถึงความเหมาะสมและความเป็นกลางของกระบวนการตรวจสอบ
เป็นการให้ประชาชนดูละครเรื่อง “เมื่อผู้ต้องหา เป็นพนักงานสอบสวน” อยู่หรือไม่? หากเป็นเช่นนั้นจริง สังคมจะตั้งคำถามว่า ผู้ที่อยู่ในข่ายถูกกล่าวหาสามารถยืนอยู่เหนือกระบวนการยุติธรรมและเหนือกฎหมายได้ เช่นนั้นหรือ? ช่างเป็นความตลกร้าย…ที่ทำให้คนไทยขำไม่ออก!!



