เมื่อวันที่ 17 ก.ค. ผู้สื่อข่าวรายงานว่าบนโลกออนไลน์เดือดจัด เกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์เกี่ยวกับประเด็นความคุ้มค่าและความโปร่งใสในโครงการจัดซื้อจัดจ้างของโครงการ TH-AI Passport ซึ่งนายภาวุธ พงษ์วิทยภานุ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน (ปชน.) เคยออกมาวิจารณ์โครงการนี้ ได้โพสต์ในเชิงรีวิวลองใช้ AI ก็มีท่าทีสนับสนุนมากขึ้น (โดยนางการดี เลียวไพโรจน์ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ก็ร่วมในภาพ) ประหยัดลงจากการจ่ายตามจำนวนผู้ใช้งานจริง โดยให้เหตุผลว่า ถ้างบเดินหน้าแล้วต้องใช้ให้คุ้มที่สุด ในเมื่อโครงการนี้ถูกอนุมัติและเดินหน้าไปแล้ว หน้าที่ของพวกเราคือการช่วยคิดว่าจะทำอย่างไรให้ประเทศได้ประโยชน์สูงสุด
นายภาวุธ โพสต์ตอนหนึ่งว่า “สำหรับผม นี่คือตัวอย่างของการเมืองที่ควรจะเป็นครับ ไม่ใช่การโต้เถียงกันไปมาเพื่อเอาชนะทางการเมือง แต่คือรัฐบาลริเริ่ม ฝ่ายค้านตรวจสอบและเสนอแนะ ก่อนนำข้อทักท้วงไปปรับปรุง เพื่อให้ประชาชนได้รับประโยชน์มากที่สุดครับ ส่วนที่ปรับปรุงดีขึ้น เราก็พูดตามข้อเท็จจริง ส่วนที่ยังมีความเสี่ยงก็ต้องติดตามและตรวจสอบกันต่อไป

เพราะสุดท้ายแล้วต้องดูว่าประเทศและพี่น้องประชาชนได้รับประโยชน์อะไร เงินภาษีทุกบาททุกสตางค์ต้องถูกใช้อย่างคุ้มค่า และความร่วมมือของทุกฝ่ายจะช่วยพาประเทศไทยเดินไปข้างหน้าครับ”
น.ส.รักชนก ศรีนอก สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน แชร์ข่าวและโพสต์แสดงความเห็นว่า “ค.เหอะ เข้าใจยังทำไมประเทศนี้ถึงแก้ปัญหาทุจริตคอร์รัปชันไม่ได้สักที อยากด่าหยาบๆ ที่สุดในชีวิต เพราะงานที่หลายคนเอาชีวิตเป็นเดิมพันจะพังเพราะมีคนอยากเอาตัวรอด”
นายธนารัตน์ กัววัฒนาพันธ์ CEO ของ DomeCloud ผู้เชี่ยวชาญด้านซอฟต์แวร์และเทคโนโลยีบล็อกเชน เข้าไปแสดงความเห็นว่า “หัวหน้าไอซ์ใจเย็นนะ โปรดักโอเคไม่ได้แปลว่าจัดซื้อจัดจ้างสะอาด โต๊ะนั้นนวดกันไปเยอะอยู่ครับ”
น.ส.รักชนก ได้เข้ามาตอบกลับว่า “พี่ป้อมเขาน่าจะลืมแล้วค่ะ ว่าเคยถามกระทู้อะไรไว้ ตั้งข้อสังเกตอะไรไว้ ตอนนี้เน้นพูดแต่เรื่องคุ้มค่า ติดคอเรื่องล็อกสเปก” พร้อมทั้งคอมเมนต์ต่ออีกว่า “เป็นประชาชนคนธรรมดา จะพูดจะวิจารณ์อย่างไรก็ได้ ยินดีรับฟัง แต่เป็นฝ่ายการเมืองที่วิจารณ์โครงการมาตลอด พอโดนคดีแล้วน้ำเสียงเปลี่ยนไป เขาไม่อายตัวเองหรือไง”

นายธนารัตน์ จึงได้เข้ามาอธิบายเพิ่มเติมเกี่ยวกับการคำนวณงบประมาณและแนวคิดว่า “ใจเย็นลูกพี่ ผมอยู่ในวงสนทนานั้นด้วย สิ่งที่แกโพสต์คือเคลมชัยชนะ ว่าเปลี่ยนวิธีจ่ายเงินจาก 1,500 ล้านอย่างแน่นอน เหลือน้อยลงมาก เพราะ 1. คนใช้จริงน่าจะไม่ถึง 5 ล้าน ผมเป็นคนทำตัวเลขให้เองว่าตัวเลขข้าราชการ ทั้งประจำและลูกจ้าง รัฐวิสาหกิจ รวมๆ กันได้ 1.7 ล้านคน เลขนี้เป็นคนที่เขาขอความร่วมมือได้ 2. ถ้างั้น 300 บาทต่อหัวต่อปี x 1.7 ล้าน ตก 510 ล้าน สัญญานี้ ทำให้รัฐจ่ายถูกลงไปเกือบพันล้าน มันคือสิ่งที่แกคิดว่าเป็นผลงานแก
นายธนารัตน์ ยังได้ระบุ “ป.ล. มีคุยกันต่อด้วยว่า พอจ่ายเป็นต่อหัวแบบนี้ เราน่าดัดหลัง คือจัดตั้งคนช่วยกัน generate vdo จนเต็มโควตาทุกเดือน เพราะถ้าใช้เต็มโควตา จะเท่ากับ 60 บาท ในขณะที่ vendor เบิกได้ 25 บาท ดังนั้น ทุกคนที่ใช้เกินโควตาจะทำให้ vendor ขาดทุน 35 บาททันที ยิ่งมีเยอะหลายคนยิ่งเจ็บ”
ต่อมา น.ส.รักชนก ได้ตั้งคำถามเชิงเปรียบเทียบว่า “ถ้าคนที่ทุจริตสอบท้องถิ่นแล้วบรรจุสำเร็จ เข้ามาทำงานแล้วทำได้ดีมีประสิทธิภาพ คุ้มค่าคุ้มภาษี ก็ควรให้อยู่ต่อไปได้ใช่ไหมคะ ตรรกะเดียวกัน”
ทำให้นายธนารัตน์ ตอบว่า “แน่นอนว่าไม่ครับ ซึ่งทุกคนในโต๊ะเห็นด้วยว่าไม่ควร ถนนที่โกงเงินมาสร้าง ต่อให้ชมว่าใช้งานสะดวก ก็ไม่ได้แปลว่าจะไม่มีคนผิด เรื่องจัดซื้อจัดจ้างผิดแน่ๆ และต้องนวดกันต่อให้สุดครับ”
นายธนารัตน์ ยังได้โพสต์ลงบนเฟซบุ๊กตนเองด้วยว่า “ไม่ค่อยชอบบรรยากาศพรรคส้มตอนนี้ คือตอนงาน AI ประชาชนที่พรรคเป็นคนจัดเอง หัวหน้าเท้งก็ไปร่วมด้วย พวกเราโดนขอให้พูดในเชิงบวก พูดในแง่ที่ว่ามันมาแน่แล้วเราจะผลักดันยังไงให้ได้ประโยชน์ แต่พอพูดนอกงานนี้กลับโดนเพื่อนสมาชิกด้วยกันรุมทึ้ง เอาใจไม่ค่อยถูก”
ก่อนหน้านี้ นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน ก็ให้สัมภาษณ์ว่า เชื่อว่านายภาวุธไม่ได้เจตนาแลกกับผลกระทบที่ได้รับเรื่องคดี แต่การสื่อสารอาจจะไม่ได้ระมัดระวังมากพอ เราเสนอมาโดยตลอดว่า โครงการดังกล่าวเป็นเรื่องการล็อกสเปก คนในแวดวงสายเทค ที่ไปรีวิวแอปพลิเคชัน บอกว่าแอปดูใช้ได้ แต่ใจความสำคัญไม่ใช่เรื่องนี้ มันคือการล็อกสเปกนำงบประมาณของรัฐที่เป็นเงินนอกงบประมาณไปเอื้อให้กับกลุ่มทุนที่มีความใกล้ชิดกับรัฐบาล




