มติชี้ขาดเรื่องการขาดคุณสมบัติของ ศ.คลินิก นพ.สรณ บุญใบชัยพฤกษ์ ประธาน กสทช.ขาดคุณสมบัติ  ไม่เพียงแต่สั่นคลอนตำแหน่ง กสทช.เท่านั้น

แต่กำลังโยนระเบิดเวลาลูกใหญ่ใส่ “สำนักงาน กสทช.” ที่ตกอยู่ในภาวะกลืนไม่เข้าคายไม่ออกว่าจะเดินหน้าสนับสนุนการทำงานของประธานต่อไป หรือจะสั่ง “แช่แข็ง” ทุกกิจกรรมเพื่อเซฟตัวเองจากการทำผิดกฎหมาย

หากย้อนดูประวัติศาสตร์เทียบเคียงกรณีของ “สุภิญญา กลางณรงค์” อดีตกรรมการ กสทช. ที่ต้องยุติการปฏิบัติหน้าที่ทันทีหลังจากศาลมีคำพิพากษาว่ามีความผิดตามกฎหมายเก่า แม้สำนักงานกสทช. จะไม่ได้รับหนังสือแจ้งจากศาลโดยตรงในวันนั้น แต่เมื่อเป็นข่าวสาธารณะ สำนักงานฯ ได้เร่งดำเนินการประสานขอสำเนาคำพิพากษามาเป็นสารตั้งต้นเพื่อหยุดจ่ายเงินเดือนและงบประมาณสนับสนุนทันที 

กรณีของประธาน กสทช. คนปัจจุบันก็เช่นเดียวกัน ในเมื่อคณะกรรมการสรรหาได้ออกข่าวอย่างเป็นทางการแล้วต่อสาธารณะ ทาง สำนักงาน กสทช. มีหน้าที่ต้องประสานไปยังสำนักงานเลขาธิการวุฒิสภาเพื่อขอคัดมติอย่างเป็นทางการ และสั่งหยุดจ่ายเงินเดือน ค่าตอบแทน รวมถึงระงับงบประมาณของทีมที่ปรึกษา ทั้งหมดทันทีหรือไม่?

 แหล่งข่าวจาก กสทช. บอกว่า ความเสี่ยงที่น่ากลัวที่สุดหาก สำนักงาน กสทช. ยังคงเพิกเฉยและปล่อยให้ประธานปฏิบัติหน้าที่ต่อ  ความรับผิดชอบทางอาญา โดยหากประธานที่ถูกชี้ว่าสละสิทธิ์ไป ก็เท่ากับว่าไม่เคยรับตำแหน่ง แล้วยังคงลงนามในเอกสารราชการหรืออนุมัติงบประมาณ เอกสารเหล่านั้นอาจถูกมองว่าเป็นเอกสารปลอม ขัดกฎหมาย และการเบิกจ่ายเงินใดๆ อาจเข้าข่ายการทุจริตหรือไม่  ซึ่งหากสำนักงานฯ ยังคงให้การสนับสนุนหรืออนุมัติเงินให้เบิกจ่าย ฝ่ายบริหารของสำนักงานฯ ก็จะตกเป็น “ผู้สนับสนุนการกระทำความผิด” และต้องร่วมรับโทษอาญาไปด้วยหรือไม่

ขณะเดียวกัน ฝั่งบอร์ด กสทช. ที่เหลืออยู่ 6 คน ก็ต้องเผชิญหน้ากับคำถามสำคัญเกี่ยวกับ “ผลทางกฎหมายของมติที่ผ่านมา” โดยตามหลักกฎหมายปกครอง แม้ผลการใช้อำนาจย้อนหลังจะได้รับการคุ้มครองในกรณีพ้นจากตำแหน่งทั่วไป แต่กรณีนี้ถูกตีความว่าเป็นการ “สละสิทธิ์แต่ต้น” (เสมือนไม่เคยเป็นกรรมการเลย) มติใดๆ ที่ผ่านมาที่ชนะกันด้วยคะแนนเสียงแบบ “ปริ่มน้ำ” หรือชนะเพราะเสียงชี้ขาดของประธาน อาจตกเป็นโมฆะและต้องถูกนำกลับมาปัดฝุ่นทบทวนใหม่ทั้งหมดหรือไม่?

ทั้งนี้แนวทางของบอร์ด กสทช ทั้ง 6 คน อาจดำเนินการกับมติที่ผ่านมาๆ มาดังนี้

ประเภทมติที่ผ่านมาแนวทางการจัดการของบอร์ดกสทช. 6 คน
มติชนะขาดเกิน 2 เสียงขึ้นไปปล่อยผ่านได้ทันที เพราะแม้จะหักคะแนนเสียงของประธานออกไป มติก็ยังชนะอยู่ดี
มติทั่วไปที่ไม่สำคัญวิกฤตปล่อยผ่านเพื่อไม่ให้กระทบต่อความเชื่อมั่นและการบริหารงานภาพรวม
มติสำคัญที่มีคะแนนเสียงของประธานเป็นตัวชี้ขาดต้องพิจารณาเป็นรายกรณีว่าจะนำกลับมาลงคะแนนใหม่หรือไม่ โดยต้องคำนึงถึงผลกระทบที่จะตามมาในอนาคต

แหล่งข่าว จาก กสทช.  บอกต่อว่า  โดยเฉพาะคดีประวัติศาสตร์อย่าง “การควบรวมกิจการ True-dtac”  คาดว่าบอร์ด กสทช. ที่เหลืออยู่น่าจะเลือก “ไม่แตะต้องหรือรื้อฟื้น” ประเด็นนี้ขึ้นมาเอง เนื่องจากเรื่องอยู่ในชั้นศาลปกครองแล้ว และการไปรื้ออาจสร้างความปั่นป่วนและเสียหายต่อระบบเศรษฐกิจอย่างมหาศาล เกินกว่าจะเยียวยาได้ 

อย่างไรก็ดี สิ่งที่จะหลีกเลี่ยงไม่ได้คือ กลุ่มคู่ความในคดีฟ้องร้องการควบรวมจะหยิบยกมติของคณะกรรมการสรรหานี้ ส่งเป็นหลักฐานใหม่ยื่นต่อศาลปกครอง เพื่อพิสูจน์ว่าประธานไม่มีสิทธิ์เข้าร่วมประชุมและลงมติตั้งแต่แรก ซึ่งท้ายที่สุดแล้วทิศทางของอุตสาหกรรมโทรคมนาคมไทยจะเป็นอย่างไร?

คงต้องฝากความหวังไว้ที่ดุลพินิจของศาลปกครองที่จะเป็นผู้ชี้ชะตาเป็นขั้นสุดท้าย.