จากอดีตประเทศที่เกือบล่มสลาย ในช่วงวิกฤติหนี้สาธารณะยุโรป เมื่อ 10 กว่าปีก่อน วันนี้สเปนทะยานขึ้นมายืนหนึ่งในประเทศที่เศรษฐกิจเติบโตสูง และแข็งแกร่งดุดันที่สุดในกลุ่มอียู

อะไรคือเบื้องหลังการรอดพ้นจากปากเหว คำตอบไม่ใช่แค่โชคช่วย แต่คือการนำ “คุณค่าด้านความยั่งยืน Sustainability” มาฝังไว้ในยุทธศาสตร์ชาติ วางรากฐานขับเคลื่อนเศรษฐกิจโลกใหม่ พลิกฟื้นประเทศสู่ความยั่งยืน
สเปนกัดฟันสู้แม้ในยามยาก วางรากฐานความยั่งยืนใหม่ ตั้งแต่ 10 ปีที่แล้ว ไทยน่าจะลองนำไปคิด และลองทำดูบ้าง

1.ปลุกกระแสท่องเที่ยวยั่งยืน เปลี่ยนปริมาณสู่คุณภาพ สเปนคือสวรรค์ของนักท่องเที่ยวทั่วโลกสเปนปฏิรูป “การท่องเที่ยวคุณภาพต่ำ สู่การท่องเที่ยวยั่งยืน” กระจายความหนาแน่นจากเมืองหลักอย่างบาร์เซโลนา และมาดริด ไปสู่เมืองรอง และชุมชน ส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงศิลปวัฒนธรรม และธรรมชาติ พร้อมนำเม็ดเงินกลับไปฟื้นฟูระบบนิเวศชุมชน สร้างภาคการท่องเที่ยวเป็นเครื่องยนต์ปั๊มเงินสดที่แข็งแกร่ง ควบคู่ไปกับการรักษาความอุดมสมบูรณ์ของประเทศ
2.โมเดลแรงงานข้ามชาติ เท่าเทียม โปร่งใส และสร้างสะพานเชื่อมโลก ขณะที่ประเทศต่าง ๆ ในยุโรปต่อต้านแรงงานข้ามชาติ แต่สเปน “บริหารจัดการแรงงานข้ามชาติอย่างมีกลยุทธ์” เปิดรับแรงงานอพยพ โดยเฉพาะกลุ่มประเทศลาตินอเมริกาที่มีวัฒนธรรมใกล้เคียงกัน เข้ามาเติมเต็มภาคบริการและอุตสาหกรรมที่ขาดแคลนโมเดลนี้ใช้ความเท่าเทียมและโปร่งใส ผ่านการปฏิรูปกฎหมายแรงงานที่มุ่งคุ้มครองสิทธิ มอบสัญญาจ้างงานที่มั่นคงและเป็นธรรม ช่วยปั๊มเงินเข้าสู่ระบบประกันสังคมอย่างต่อเนื่อง นอกจากนี้ สเปนยังทำหน้าที่เป็นสะพานเชื่อมขยายความร่วมมือทางเศรษฐกิจกลับไปยังประเทศต้นทางของแรงงาน สร้างรายได้เพิ่มแบบ “พลัส”

3.สร้างระบบนิเวศเศรษฐกิจที่ยั่งยืน ดิจิทัลเทคโนโลยี AI และ เทคโนโลยีสีเขียว สเปนเปลี่ยนผ่านจากประเทศที่พึ่งพาเพียงภาคอสังหาริมทรัพย์ มาสู่การเป็น “ผู้ส่งออกบริการมูลค่าสูง” พัฒนาทุนมนุษย์ที่มีศักยภาพสูง Soft Skill ด้านการบริการ และ Hard Skill ด้านเทคโนโลยีสีเขียวแห่งอนาคต ด้วยราคาที่แข่งขันได้ นอกจากนี้สเปนยังลงทุนในโครงสร้างเครือข่ายพลังงานหมุนเวียน ทั้งลมและแสงอาทิตย์ มาอย่างยาวนาน จนสามารถผลิตไฟฟ้าสะอาดได้ในราคาที่ถูกและเสถียรเป็นอันดับต้น ๆ ของยุโรป ดึงดูดให้บริษัทยักษ์ใหญ่มาตั้งฐานผลิตรถยนต์อีวี และแบตเตอรี่ สเปนมีโครงข่ายอินเทอร์เน็ตความเร็วสูงและเครือข่ายครอบคลุมทั่วประเทศมากกว่าประเทศอื่น ทำให้เมืองใหญ่ของสเปนกลายเป็น Tech Hub ระดับภูมิภาค ดึงดูดเม็ดเงินจากการส่งออกบริการด้านไอที ซอฟต์แวร์ และการให้คำปรึกษาทางธุรกิจระดับสูง
4.ปักหมุดภูมิรัฐศาสตร์การขนส่งเชื่อมทวีป ด้วยตำแหน่งทางภูมิศาสตร์ที่เป็นประตูเชื่อมระหว่างยุโรป แอฟริกาเหนือ และเส้นทางเดินเรือมหาสมุทรแอตแลนติก สเปนได้ยกระดับความได้เปรียบนี้สู่ระบบ “กรีนโลจิสติกส์” เพื่อรองรับห่วงโซ่อุปทานยุคใหม่ ท่าเรือหลักอย่างบาเลนเซีย และบาร์เซโลนาถูกเปลี่ยนผ่านให้เป็นท่าเรืออัจฉริยะที่ปล่อยคาร์บอนต่ำ มีการลงทุนในระบบรางรถไฟขนส่งสินค้าพลังงานไฟฟ้าเพื่อลดการพึ่งพารถบรรทุกน้ำมัน การจัดการคลังสินค้าสีเขียวนี้ทำให้สเปนกลายเป็นศูนย์กลางกระจายสินค้าที่ตอบโจทย์มาตรการด่านพรมแดนคาร์บอนของยุโรปได้อย่างไร้รอยต่อ

5.พัฒนาพื้นที่ปลอดภัยทางภูมิรัฐศาสตร์ ความมั่นคงที่จับต้องได้ ท่ามกลางความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์และวิกฤติพลังงานโลกที่ทวีความรุนแรง สเปนเลือกดำเนิน “ยุทธศาสตร์ความสงบสุขและยืดหยุ่น” ด้วยการพึ่งพาพลังงานสะอาดในประเทศเป็นหลัก ทำให้สเปนรอดพ้นจากผลกระทบของสงครามและวิกฤติแก๊สธรรมชาติที่กำลังซัดกระหน่ำยุโรปกลางอย่างหนัก ความมั่นคงในประเทศ และความสุขแบบครอบครัวนี้กลายเป็นดั่ง “เซฟโซน” มีทั้งอากาศอุ่นสบาย สายลมแสงแดด ชายทะเล จูงใจแหล่งทุนทั่วโลก ให้เห็นสเปนเป็นประเทศที่ปลอดภัย คุ้มค่าการลงทุน และน่าอยู่ที่สุดในเวลานี้
5 ยุทธศาสตร์ความยั่งยืน ที่สเปนใช้เป็น “เรือธงพลิกฟื้นเศรษฐกิจ” วันนี้พิสูจน์แล้วว่าสามารถฟื้นฟู “กระทิงป่วยให้กลับมาเป็นกระทิงดุแห่งความยั่งยืน” ได้ในช่วง 10 ปี สวนทางประเทศ อื่น ๆ ในยุโรป
ประเทศไทยเราก็มีภูมิรัฐศาสตร์ และระบบนิเวศทางเศรษฐกิจคล้ายสเปน มีศักยภาพเป็นฐานท่องเที่ยวยั่งยืน ดึงดูดนักท่องเที่ยวคุณภาพ สามารถเป็นฮับของเทคโนโลยีเอไอที่ใช้พลังงานสะอาด เป็นศูนย์กลางโลจิสติกส์สีเขียว เชื่อมต่ออาเซียนสู่โลก รัฐบาลไทยลองนำไปคิด และรีบลงมือรักษา “เสือป่วยให้กลับมาเป็นเสือร้ายยั่งยืน” แห่งเอเชียได้อีกครั้ง.



