เมื่อวันที่ 24 ก.ค. รศ.ดร.ประวิต เอราวรรณ์ เลขาธิการสภาการศึกษา เป็นประธานเปิดการประชุมวิชาการ เรื่อง “ผลการจัดอันดับขีดความสามารถในการแข่งขันโดยสถาบัน IMD ประจำปี 2026” โดยมี นางสาวภัทรพร เล้าวงค์ สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ นายจักรกฤษณ์ ลิมปิษเฐียร สำนักงานปลัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม นายทนง โชติสรยุทธ์ อนุกรรมาธิการพิจารณาศึกษาการยกระดับคุณภาพอุดมศึกษาเพื่อเพิ่มศักยภาพในการพัฒนาประเทศ สภาผู้แทนราษฎร พร้อมด้วย ดร.รุ่งนภา จิตรโรจนรักษ์ ที่ปรึกษาด้านวิจัยและประเมินผลการศึกษา นางอำภา พรหมวาทย์ ที่ปรึกษาด้านนโยบายและแผนการศึกษา นายวีระพงษ์ อู๋เจริญ ผู้อำนวยการสำนักประเมินผลการจัดการศึกษา ผู้ทรงคุณวุฒิ นักวิชาการ ผู้แทนจากภาครัฐและภาคเอกชน ร่วมประชุม ณ โรงแรมเซ็นจูรี่ พาร์ค กรุงเทพมหานคร

รศ.ดร.ประวิต เปิดเผยว่า จากรายงานผลการจัดอันดับขีดความสามารถในการแข่งขันของโลกปี 2026 (World Competitiveness Ranking 2026) โดยสถาบัน IMD ที่ครอบคลุม 70 ประเทศ/เขตเศรษฐกิจทั่วโลก เมื่อพิจารณาจุดยืนของประเทศไทย “IMD Education 2026: What Are We Missing?” พบว่า ภาพรวมขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศไทยปรับตัวดีขึ้น 4 อันดับ ขยับขึ้นมาอยู่อันดับที่ 26 โดยปัจจัยย่อย “ด้านการศึกษา” ซึ่งเป็นปัจจัยย่อยหนึ่งในปัจจัยหลักโครงสร้างพื้นฐาน ปรับตัวดีขึ้น 3 อันดับ ขึ้นมาอยู่ที่อันดับ 52

จากการวิเคราะห์ตัวชี้วัดสำคัญพบสัญญาณบวกที่ขยับขึ้นอย่างโดดเด่น คือ งบประมาณรายจ่ายด้านการศึกษาต่อนักเรียนทุกระดับการศึกษา ขยับขึ้น 5 อันดับ มาอยู่อันดับที่ 50 รวมถึงอัตราการไม่รู้หนังสือของประชากร 15 ปีขึ้นไป ขยับขึ้น 9 อันดับ มาอยู่อันดับที่ 48 ขณะเดียวกัน ผลการสำรวจความคิดเห็น (Survey Data) สะท้อนมุมมองของภาคธุรกิจต่อคุณภาพการศึกษาและกำลังคน โดยความคิดเห็นต่อการศึกษาระดับประถมและมัธยมศึกษาที่ตอบสนองต่อความสามารถทางการแข่งขันทางเศรษฐกิจ ปรับขึ้น 3 อันดับ มาอยู่อันดับที่ 44 และการตอบสนองความสามารถในการแข่งขันทางเศรษฐกิจของการอุดมศึกษา ปรับขึ้น 2 อันดับ มาอยู่อันดับที่ 49

อย่างไรก็ตาม แม้ภาพรวมผลอันดับ IMD จะมีแนวโน้มที่ดีขึ้น แต่เมื่อเปรียบเทียบศักยภาพการแข่งขันโดยรวมของประเทศกับอันดับการศึกษา จะเห็นถึงภาวะ Structural Underperformance หรือ ความไม่สมดุลเชิงโครงสร้างระหว่างระบบการศึกษากับความสามารถในการแข่งขันของประเทศ บ่งบอกถึงอันดับการศึกษาไทยต่ำกว่าศักยภาพการแข่งขันของประเทศ อีกทั้งอันดับที่ดีขึ้นในปีเดียวยังไม่ใช่การเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างแท้จริง ขณะที่คู่แข่งในกลุ่มประเทศเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยไทยมีอยู่ในอันดับที่ 4 ตามหลัง สิงคโปร์ มาเลเซีย และเวียดนาม

สำหรับการพลิกโฉมการศึกษาไทย ปี 2026 จำเป็นต้องยกระดับการศึกษาจาก “ภาคสังคม” สู่ “โครงสร้างพื้นฐานทางเศรษฐกิจ” เพื่อดึงดูดเม็ดเงินลงทุนใหม่ (Greenfield FDIs) โดยเร่งขับเคลื่อนทุนมนุษย์ ผ่านการปรับหลักสูตรแห่งอนาคต การเตรียมความพร้อมและยกระดับดัชนีชี้วัดด้าน AI รวมถึงการเชื่อมโยงการศึกษากับตลาดแรงงานผ่านกลไก Micro-credential และ Credit Bank ตลอดจนการสร้างนิเวศทางการศึกษาระดับสากล (International ecosystem for competitiveness) ด้วยการยกระดับทักษะภาษาอังกฤษ และการพัฒนาฐานข้อมูลการศึกษาที่เชื่อมโยงกับสากล

จากนั้นที่ประชุมร่วมเสวนา “การยกระดับความสามารถในการแข่งขันด้านการศึกษาของประเทศไทย” ได้สะท้อนถึงช่องว่างของระบบการศึกษาและการเรียนรู้ตลอดชีวิต ซึ่งระบบการศึกษาไทยเผชิญกับภาวะการลงทุน เมื่อพิจารณางบประมาณด้านการศึกษาต่อ GDP ของไทยถือว่ายังต่ำกว่าอีกหลายประเทศ การเพิ่มการจัดสรรงบประมาณแบบถูกจุดยังอยู่ในวิสัยอาจต้องลงทุน/ดำเนินการใหม่เพิ่ม ควบคู่กับการพัฒนาปัจจัยที่จะนำไปสู่คุณภาพการศึกษา คือ หลักสูตร ผู้สอน รูปแบบระบบการเรียนรู้ การบริหารจัดการ และสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการเรียนรู้ ตลอดจนบริบทที่แตกต่างกันของสถานศึกษา เพื่อสนับสนุน Multi Stage Learning รวมถึงการยกระดับการบริหารงานภาครัฐแบบเครือข่ายกับภาคธุรกิจเอกชนหรือภาคประชาสังคม โดยทิศทางการพัฒนาประเทศใน (ร่าง) แผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 14 มุ่งเศรษฐกิจขยายตัวสูงขึ้นอย่างทั่วถึงและยั่งยืน เน้นการเพิ่มผลิตภาพและความสามารถในการแข่งขัน โดยเป้าหมายเสาด้านทุนมนุษย์คือ “คนไทยมีสมรรถนะสูง” ผ่านประเด็นการพัฒนาปรับรูปแบบการจัดการศึกษา อาทิ การสร้างทักษะพื้นฐานที่จำเป็นตั้งแต่ระดับปฐมวัย การบริหารจัดการศึกษาขั้นพื้นฐานที่เพิ่มผลลัพธ์การเรียนรู้ การเสริมบทบาทมหาวิทยาลัยสู่การผลิตองค์ความรู้ขั้นสูง และการสร้างระบบการเรียนรู้ตลอดชีวิตที่ยืดหยุ่น เพื่อสร้างกำลังคนให้สอดรับกับระบบเศรษฐกิจยุคใหม่อย่างยั่งยืน

ทั้งนี้ สกศ. พร้อมรับฟังความคิดเห็นและข้อเสนอแนะ เพื่อนำไปสังเคราะห์เป็นข้อเสนอเชิงนโยบายในการเป็นคลังปัญญา ขับเคลื่อนการศึกษาประเทศด้วยองค์ความรู้ต่อไป