ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อเวลา 23.13 น. วันที่ 18 กรกฎาคม 2569 ร.ต.อ.ชนกานต์ สัมฤทธิ์ รองสารวัตร (สอบสวน) สภ.อุทุมพรพิสัย จ.ศรีสะเกษ รับแจ้งเหตุมีหญิงผูกคอเสียชีวิตภายในบ้านพัก หมู่ 2 ตำบลสะกำแพงใหญ่ อำเภออุทุมพรพิสัย จึงประสานเจ้าหน้าที่หน่วยกู้ภัยมูลนิธิศรีสะเกษสงเคราะห์ จุดอุทุมพรพิสัย และเจ้าหน้าที่กู้ชีพเทศบาลตำบลสะกำแพงใหญ่ เข้าตรวจสอบ

ที่เกิดเหตุเป็นบ้านปูนชั้นเดียว เลขที่ 291 ภายในห้องนอนพบร่าง น.ส.วิภาดา อายุ 27 ปี ใช้เชือกผูกคอกับเหล็กบนคานหลังคาบ้านเสียชีวิต เจ้าหน้าที่จึงนำร่างลงมาตรวจสอบ ขณะเดียวกันบนที่นอนภายในห้องยังพบร่าง ด.ญ.เอ อายุ 2 ขวบ นอนเสียชีวิต สภาพใบหน้าเขียวคล้ำ

จากการตรวจสอบภายในบ้าน เจ้าหน้าที่พบจดหมายลาตาย มีใจความตัดพ้อถึงความทุกข์ในชีวิต ระบุว่า “อยู่บ่ไหวแล้วจริงๆ บ่มีความสุขเลย… แม่ลูกทำดีที่สุดแล้ว” พร้อมฝากให้ญาติช่วยดูแลแม่ และไม่ต้องจัดงานศพให้ยุ่งยาก นอกจากนี้ยังพบเงินสดจำนวน 3,527 บาท วางไว้ให้มารดาของผู้เสียชีวิต

ภายหลังเจ้าหน้าที่ได้นำร่างของ น.ส.วิภาดา ไปประกอบพิธีบำเพ็ญกุศลที่วัดสะกำแพงใหญ่ ส่วนร่างของ ด.ญ.เอ ถูกส่งไปชันสูตรที่กลุ่มงานนิติเวช โรงพยาบาลศรีสะเกษ เพื่อหาสาเหตุการเสียชีวิตอย่างละเอียด

ล่าสุดช่วงเช้าวันที่ 19 กรกฎาคม 2569 ผู้สื่อข่าวลงพื้นที่บ้านเกิดเหตุ พบ นางวิไลรัตน์ คลองประภา อายุ 45 ปี น้าสาวของผู้เสียชีวิต ซึ่งพาผู้สื่อข่าวไปดูหม้อแกงจืดฟักใส่ไก่ที่หลานทำไว้แต่ยังไม่ได้รับประทาน รวมทั้งชี้จุดที่พบศพของทั้งแม่และลูก

นางวิไลรัตน์ เล่าว่า หลังโทรศัพท์หาหลานหลายครั้งแต่ไม่มีผู้รับสาย จึงเดินทางมาที่บ้านและพยายามเรียกแต่ไม่มีเสียงตอบรับ ก่อนให้สามีและหลานชายปีนขึ้นไปดูภายในห้อง กระทั่งพบหลานใช้เชือกแขวนคอเสียชีวิต ส่วนลูกสาววัย 2 ขวบนอนแน่นิ่งอยู่บนที่นอน

น้าสาวของผู้ตายระบุว่า จากผลชันสูตรเบื้องต้นพบร่องรอยคล้ายรอยเล็บหลายแห่งบริเวณลำคอของน้องเอ จึงคาดว่าผู้ตายอาจทำให้ลูกเสียชีวิตก่อน แล้วจึงตัดสินใจผูกคอตัวเอง อย่างไรก็ตาม สาเหตุการเสียชีวิตของเด็กยังต้องรอผลการตรวจพิสูจน์อย่างเป็นทางการจากแพทย์นิติเวช

นางวิไลรัตน์ กล่าวว่า หลานเป็นคนเก็บตัว ใช้เวลาส่วนใหญ่อยู่กับลูกภายในบ้าน และไม่ค่อยออกไปพบปะผู้คน สาเหตุที่ตัดสินใจจบชีวิต คาดว่าเกิดจากความน้อยใจสามีที่มักใช้เวลาอยู่กับเพื่อน สอดคล้องกับข้อความในจดหมายลาตายที่กล่าวถึงเรื่องดังกล่าว อีกทั้งผู้ตายยังได้จัดสรรเงินในบัญชีไว้เป็นค่าใช้จ่ายส่วนต่าง ๆ ก่อนนำเงินที่เหลือฝากไว้ให้มารดา

ด้าน นายวันชัย อายุ 45 ปี น้าเขยของผู้ตาย เปิดเผยว่า ตั้งแต่ช่วงเวลาประมาณ 14.00-22.00 น. ของวันที่ 18 กรกฎาคม ผู้ตายขาดการติดต่อและล็อกห้องเงียบผิดปกติ ญาติจึงช่วยกันมาเคาะประตูเรียกแต่ไม่มีเสียงตอบรับ ก่อนที่ตนจะนำบันไดปีนขึ้นไปส่องผ่านช่องด้านบนของห้องน้ำที่อยู่ติดกับห้องนอน และพบแขวนคอเสียชีวิต เมื่อปีนเข้าไปภายในห้องก็พบว่าร่างแข็งแล้ว ส่วนลูกสาววัย 2 ขวบเสียชีวิตอยู่บนที่นอนเช่นกัน

นายวันชัย กล่าวว่า ก่อนเกิดเหตุเพียงไม่กี่ชั่วโมง หลานยังมาทำยำมะม่วงและรับประทานผลไม้กับญาติ ๆ ตามปกติ ไม่มีท่าทีผิดสังเกต อีกทั้งผู้ตายเคยเล่าให้คนในครอบครัวฟังว่า มีปัญหากับแฟนซึ่งติดเพื่อน และในช่วงบ่ายของวันเกิดเหตุ หลานชายยังได้ยินผู้ตายพูดคุยโทรศัพท์กับแฟนในทำนองว่า “ถ้าไม่สนใจก็มาหย่ากัน” ซึ่งอาจเป็นชนวนสำคัญที่ทำให้ผู้ตายตัดสินใจจบชีวิต

ผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติมว่า ก่อนเกิดเหตุไม่นาน บนเฟซบุ๊กของผู้ตายได้โพสต์ข้อความว่า “โกหกหน้าตายจริงๆ สันดานเอ้ย” ซึ่งญาติเชื่อว่าน่าจะเป็นการระบายความรู้สึกถึงปัญหาความสัมพันธ์กับแฟนหนุ่ม ก่อนจะเกิดเหตุสลดดังกล่าว

เบื้องต้น ญาติไม่ติดใจสาเหตุการเสียชีวิต และเตรียมนำร่างของแม่และลูกตั้งบำเพ็ญกุศลร่วมกันที่วัดสะกำแพงใหญ่ ท่ามกลางความโศกเศร้าของครอบครัวและคนในชุมชน ขณะที่เจ้าหน้าที่ตำรวจยังอยู่ระหว่างรวบรวมพยานหลักฐานและรอผลนิติเวชเพื่อสรุปข้อเท็จจริงของเหตุการณ์ทั้งหมดต่อไป