ปีนี้ รัฐบาลริยาดเป็นเจ้าภาพการประชุมอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการต่อต้านการแปรสภาพเป็นทะเลทราย (ยูเอ็นซีซีดี) ครั้งที่ 16 หรือ “คอป16” ในประเด็นเกี่ยวกับภัยแล้งและการกลายสภาพเป็นทะเลทราย ซึ่งเป็นหัวข้อใกล้ตัวสำหรับซาอุดีอาระเบีย โดยเจ้าหน้าที่รัฐกล่าวว่า พวกเขาตั้งเป้าหมายฟื้นฟูที่ดินเสื่อมโทรม 40 ล้านเฮกตาร์

แม้ซาอุดีอาระเบียเป็นนักลงทุนรายใหญ่ในเทคโนโลยีด้านสภาพอากาศ แต่ประเทศก็ไม่ละทิ้งการปกป้องน้ำมันมาอย่างยาวนาน ซึ่งนักวิจารณ์หลายคนกล่าวว่า ท่าทีของซาอุดีอาระเบียต่อความเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ให้ประโยชน์เพียงเล็กน้อยเท่านั้น

รายงานปี 2566 ของบริษัท ไพรซ์วอเตอร์เฮาส์คูเปอร์ส หรือ พีดับเบิลยูซี ซึ่งเป็นบริษัทตรวจสอบบัญชีรายใหญ่ ระบุว่าซาอุดีอาระเบียมีสัดส่วนเกือบ 75% ของการลงทุนในตะวันออกกลาง ในบริษัทสตาร์ตอัปด้านเทคโนโลยีสภาพอากาศทั่วโลก

อย่างไรก็ตาม การลงทุนในเทคโนโลยีสีเขียวของซาอุดีอาระเบีย เอนเอียงไปทางพลังงาน โดยพีดับเบิลยูซีระบุว่า รัฐบาลริยาดทุ่มเงิน 363 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 12,463 ล้านบาท) ไปกับโซลูชันพลังงานที่เป็นมิตรต่อสภาพอากาศ ซึ่งมากกว่าการลงทุนในนวัตกรรมที่เกี่ยวข้องกับอาหาร เกษตรกรรม และการใช้ที่ดิน “เกือบ 10 เท่า”

อนึ่ง วิทยาเขตขนาดใหญ่แห่งหนึ่ง ในทะเลทรายทางตอนเหนือของเมืองเจดดาห์ มีโครงการหนึ่งที่อาจเป็นประโยชน์ต่อซาอุดีอาระเบียที่แห้งแล้ง นั่นคือการใช้จุลินทรีย์เพื่อลดต้นทุนพลังงานในการบำบัดน้ำเสีย โดยโรงงานแห่งนี้มุ่งหวังที่จะทำน้ำให้บริสุทธิ์ และบำบัดน้ำเสียด้วยวิธีที่เป็นกลางหรือเชิงบวก ในด้านพลังงาน

สำหรับส่วนหนึ่งของโครงการริเริ่มสีเขียวในตะวันออกกลาง ซาอุดีอาระเบียตั้งเป้าที่จะปลูกต้นไม้มากถึง 10,000 ล้านต้น และฟื้นฟูสภาพที่ดินมากกว่า 74 ล้านเฮกตาร์ ซึ่งการบรรลุเป้าหมายเหล่านี้ ประเทศจำเป็นต้องบริหารจัดการทรัพยากรน้ำและดินอย่างมีประสิทธิภาพ

กระนั้น ความทะเยอทะยานของซาอุดีอาระเบีย ไม่ได้ทำให้การปกป้องน้ำมันอย่างแข็งขันลดลงแต่อย่างใด และประเทศยังคงเป็นผู้ส่งออกน้ำมันดิบรายใหญ่ที่สุดในโลก

นอกเหนือจากการต่อสู้กับการกลายสภาพเป็นทะเลทราย ซาอุดีอาระเบียยังให้ความสำคัญกับเทคโนโลยีอีกหลายประเภท เช่น การดักจับคาร์บอน และการผลิตไฮโดรเจน ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของสิ่งที่ประเทศเรียกว่า “เศรษฐกิจคาร์บอนแบบหมุนเวียน”

อย่างไรก็ตาม บรรดาผู้วิจารณ์ประณามความพยายามเหล่านี้ว่าเป็นการฟอกเขียว หรือการสร้างภาพลักษณ์ให้เห็นถึงความเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม โดยกล่าวหาว่า ซาอุดีอาระเบียมีจุดมุ่งหมายอนุญาตให้การลงทุนในเชื้อเพลิงฟอสซิล ยังคงดำเนินต่อไป

เมื่อเดือน พ.ค. ที่ผ่านมา ศูนย์ประชาธิปไตยและสิทธิมนุษยชนแห่งยุโรป (อีซีดีเอชอาร์) ระบุว่า โครงการริเริ่มสีเขียวของซาอุดีอาระเบีย ปกปิดการพึ่งพาเชื้อเพลิงฟอสซิลอย่างต่อเนื่องของประเทศ และดูถูกความยุติธรรมทางสิ่งแวดล้อม ภายใต้คำมั่นสัญญาอันสูงส่งเกี่ยวกับความยั่งยืน

ทั้งนี้ทั้งนั้น รัฐบาลริยาดให้เหตุผลว่า นโยบายดังกล่าวมีความจำเป็น ต่อความมั่นคงด้านพลังงานของซาอุดีอาระเบีย.

เลนซ์ซูม

เครดิตภาพ : AFP