กลุ่มการค้าเมร์โกซูร์ ก่อตั้งขึ้นโดยอาร์เจนตินา, บราซิล และปารากวัย เมื่อปี 2534 โดยเวเนซุเอลาเข้าร่วมในภายหลัง แต่ถูกระงับสมาชิกภาพ เนื่องจากความเสื่อมถอยของประชาธิปไตยในปี 2559 ขณะที่ประเทศสมาชิกใหม่ล่าสุดอย่างโบลิเวีย ไม่ได้เป็นส่วนหนึ่งข้อตกลงเมร์โกซูร์

อียูกับเมร์โกซูร์ เริ่มเจรจากันเมื่อปี 2542 โดยมีเป้าหมายที่จะยกเลิกภาษีนำเข้าส่วนใหญ่ และสร้างเขตการค้าเสรีที่มีลูกค้าประมาณ 700 ล้านคน

ประเทศในอเมริกาใต้ต่างกระตือรือร้นที่จะตอบสนองความต้องการของยุโรป ด้วยการส่งออกเนื้อวัว, สัตว์ปีก, น้ำตาล, ข้าว และสินค้าโภคภัณฑ์อื่น ๆ รวมถึงแร่ธาตุต่าง ๆ เช่น ลิเทียม, ทองแดง และโคบอลต์ ซึ่งเป็นส่วนประกอบสำคัญในการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาด ขณะที่อียู ก็ต้องการขยายตลาดรถยนต์ เครื่องจักร และยาของกลุ่มเช่นกัน

ทั้งสองฝ่ายบรรลุข้อตกลงเบื้องต้นในปี 2562 แต่ประเทศสมาชิกอียูบางประเทศ แสดงจุดยืดคัดค้าน เพื่อชะลอการให้สัตยาบัน

นางอัวร์ซูลา ฟอน แดร์ เลเยน ประธานคณะกรรมาธิการยุโรป (อีซี) เรียกข้อตกลงดังกล่าวว่า “เป็นประโยชน์ต่อทั้งสองฝ่าย” ระหว่างการประกาศข้อตกลงในการประชุมสุดยอดเมร์โกซูร์ ณ กรุงมอนเตวิเดโอ ประเทศอุรุกวัย พร้อมกับเสริมว่า ข้อตกลงนี้จะช่วยให้บริษัทในอียู ประหยัดภาษีส่งออก มูลค่ารวมประมาณ 4,000 ล้านยูโรต่อปี (ราว 142,000 ล้านบาท)

ทั้งนี้ บริษัทต่าง ๆ จะสามารถเข้าถึงตลาดที่มีประชากรราว 270 ล้านคนในกลุ่มเมร์โกซูร์ และประมาณ 450 ล้านคนในอียู โดยฝ่ายบริหารอียูในกรุงบรัสเซลส์ ระบุว่า ข้อตกลงข้างต้นจะช่วยอำนวยความสะดวกในการเข้าถึงตลาดอเมริกาใต้ สำหรับผลิตภัณฑ์สำคัญต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็น ไวน์, สุรา และชีส

ขณะเดียวกัน ภาคส่วนเกษตรกรรมของอเมริกาใต้ หวังที่จะเพิ่มการส่งออกผลิตภัณฑ์หลายรายการ รวมถึงเนื้อสัตว์, ถั่วเหลือง และข้าวโพด ซึ่งทั้งสี่ประเภทที่ลงนามในข้อตกลง ส่งออกสินค้าเกษตรมูลค่ารวม 24,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 810,000 ล้านบาท) ไปยังอียู เมื่อปีที่แล้ว

อย่างไรก็ตาม ภาคส่วนเกษตรกรรมของยุโรป โดยเฉพาะในฝรั่งเศส คัดค้านข้อตกลงฉบับนี้ ส่งผลให้อีซีต้องสร้างความมั่นใจ โดยยืนยันว่า ข้อตกลงดังกล่าวกำหนดให้ผลิตภัณฑ์ใด ๆ ก็ตามที่เข้าสู่ตลาดอียู ต้องปฏิบัติตามมาตรฐานความปลอดภัยทางอาหารที่เข้มงวดของกลุ่ม ตลอดจนเงื่อนไขของข้อตกลงปารีส ฉบับปี 2558 ซึ่งอนุญาตให้มีการระงับข้อตกลงได้ หากฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งละเมิดคำมั่นสัญญาเกี่ยวกับสภาพอากาศ “อย่างร้ายแรง”

อนึ่ง ข้อตกลงที่ประกาศโดยฟอน แดร์ เลเยน ต้องได้รับการให้สัตยาบันจากประเทศสมาชิกอียู แต่ไม่จำเป็นต้องมีมติเอกฉันท์ ซึ่งประเทศสมาชิก 15 ประเทศ จากทั้งหมด 27 ประเทศ ต้องให้การอนุมัติ และได้รับการรับรองจากเสียงข้างมากในรัฐสภายุโรป (อีพี)

กระนั้น ฝรั่งเศสพยายามล็อบบี้เพื่อขัดขวางการให้สัตยาบัน โดยล่าสุดมีโปแลนด์เข้าร่วมด้วย ขณะที่อิตาลี, ออสเตรีย และเนเธอร์แลนด์ ต่างสงวนท่าทีต่อความเคลื่อนไหวนี้.

เลนซ์ซูม

เครดิตภาพ : AFP