ย้อนกลับไปในวันที่ 26 ต.ค. ปีที่แล้ว หนังสือพิมพ์ “เดอะ สตาร์” รายงานการจับกุมชายคนหนึ่ง วัย 49 ปี จากจีนแผ่นดินใหญ่ ฐานต้องสงสัยขโมยเงินกว่า 4,300 ดอลลาร์ฮ่องกง (ราว 18,900 บาท) จากผู้โดยสาร 2 คน บนเที่ยวบินจากมาเลเซีย ไปเขตบริหารพิเศษฮ่องกง

เมื่อไม่นานนี้ ชายต้องสงสัยคนหนึ่งถูกจับได้คาหนังคาเขา ขณะขโมยเงินสด 3,000 ริงกิต (ราว 23,000 บาท) ของผู้โดยสารอีกคน ระหว่างเที่ยวบินจากเกาะปีนัง ไปกรุงกัวลาลัมเปอร์เช่นกัน ซึ่งเขาถูกจับกุมบนเครื่องบิน และถูกส่งตัวให้เจ้าหน้าที่เมื่อเครื่องลงจอด

อนึ่ง การลักทรัพย์ในลักษณะเช่นนี้มักไม่ได้รับการรายงาน เนื่องจากเหยื่อส่วนใหญ่ไม่รู้ว่าตนเองถูกปล้น จนกระทั่งพวกเขาลงจากเครื่องบินไปนานแล้ว

เมื่อวันที่ 4 ธ.ค. ที่ผ่านมา หัวหน้าฝ่ายความมั่นคงของฮ่องกง เปิดเผยว่า การลักทรัพย์บนเครื่องบินที่มุ่งหน้าสู่ฮ่องกง เพิ่มขึ้นเกือบสองเท่าในปีนี้ ซึ่งการแจ้งความอยู่ที่ 169 ครั้งในช่วง 10 เดือนแรกของปี 2567 เมื่อเทียบกับ 92 ครั้ง ตลอดทั้งปี 2566 โดยสิ่งของที่ถูกขโมยไป ส่วนใหญ่เป็นเงินสดในสกุลเงินต่าง ๆ, เครื่องประดับราคาแพง, นาฬิกาข้อมือหรู และบัตรเครดิต คิดเป็นมูลค่าความเสียหายรวมประมาณ 4.32 ล้านดอลลาร์ฮ่องกง (ราว 19 ล้านบาท)

ด้านนักบินพาณิชย์คนหนึ่ง กล่าวว่า การโจรกรรมบนเครื่องบินเกิดขึ้นบ่อยครั้ง และมักมีกลุ่มอาชญากรอยู่เบื้องหลัง ซึ่งเส้นทางที่เกิดเหตุการณ์แบบนี้เป็นประจำ คือ เวียดนาม, กรุงเทพมหานคร และจีน ทั้งขาเข้าและขาออก อีกทั้งการลักทรัพย์จะเกิดบ่อยครั้งยิ่งขึ้น ในช่วงเวลาที่มีการเดินทางหนาแน่น เช่น วันหยุด หรือช่วงเทศกาล

ตามข้อมูลของนักบิน กลุ่มโจรจะทำงานกันเป็นทีมหลายคน และเลือกลงมือโดยพิจารณาถึงเที่ยวบิน และขนาดของเครื่องบิน ซึ่งการจับกุมอีกฝ่ายอาจเป็นเรื่องที่ยากลำบาก เนื่องจากพวกเขามีแผนการที่ละเอียดรอบคอบ

โดยปกติแล้ว อาชญากรรมดังกล่าวจะเกิดขึ้นเมื่อเครื่องบินอยู่ที่ระดับความสูงเดินทาง และไฟในห้องโดยสารถูกหรี่ลง เพื่อให้ผู้โดยสารนอนหลับ ซึ่งคนร้ายจะอาศัยโอกาสนี้ พยายามหยิบกระเป๋าของเหยื่อ จากช่องเก็บสัมภาระเหนือศีรษะ และรื้อค้นสิ่งของที่อยู่ในนั้น หลังจากนั้น คนร้ายก็จะส่งของมีค่าที่ขโมยมาได้ ให้กับผู้ร่วมขบวนการที่จุดรับของต่าง ๆ เช่น ห้องน้ำบนเครื่องบิน

“หากถูกจับได้คาหนังคาเขา พวกเขาก็จะยอมรับว่าหยิบกระเป๋าผิดใบโดยไม่ได้ตั้งใจและขอโทษ และถ้าพวกเขาสงสัยว่า ลูกเรือรู้เรื่องการลักทรัพย์แล้ว พวกเขาก็จะทิ้งสิ่งของเหล่านั้นไป ทำให้ดูเหมือนว่า เหยื่อวางของไว้ผิดที่เอง

ทั้งนี้ ผู้สันทัดกรณีด้านประกันภัยกล่าวว่า สายการบินจะไม่รับผิดชอบต่อสิ่งของมีค่าหรือทรัพย์สินส่วนตัวที่สูญหาย ของผู้โดยสารที่ตกเป็นเหยื่อของการโจรกรรมเหล่านี้ ส่วนผู้ที่มีประกันเดินทาง จะต้องแสดงรายงานของตำรวจ และบันทึกโดยละเอียดจากสายการบิน เพื่อพิสูจน์และยืนยันว่า สิ่งของของพวกเขา ถูกขโมยไประหว่างเที่ยวบินจริง ๆ

อย่างไรก็ตาม สายการบินบางแห่งเริ่มดำเนินการเพื่อจำกัดกรณีการลักทรัพย์บนเครื่องบิน โดยใช้มาตรการต่าง ๆ แล้ว ซึ่งรวมถึงการประกาศเตือนผู้โดยสารหลายครั้ง ให้คอยระวังทรัพย์สินของตัวเอง และไม่เปลี่ยนที่นั่งระหว่างเที่ยวบิน.

เลนซ์ซูม

เครดิตภาพ : GETTY IMAGES