บูดี วัย 26 ปี ถูกสั่งให้ทำงาน 14 ชั่วโมงต่อวัน ในสถานที่ซึ่งล้อมรอบด้วยลวดหนาม และมีเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยติดอาวุธคอยลาดตระเวน โดยในแต่ละวัน เขาถูกข่มขู่จากหัวหน้างาน และมีเวลานอนหลับพักผ่อนน้อยมาก อีกทั้งเมื่อสิ้นสุด 6 สัปดาห์ เขาได้รับเงินแค่ 390 ดอลลาร์สหรัฐ (ราว 13,300 บาท) จาก 800 ดอลลาร์สหรัฐ (ราว 27,000 บาท) ตามสัญญา

ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ชาวอินโดนีเซียหลายพันคนถูกล่อลวงไปต่างประเทศ เพื่อทำงานที่มีรายได้ดีกว่าในประเทศอื่น ๆ ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ แต่สุดท้าย พวกเขากลับตกเป็นเหยื่อของผู้ดำเนินการหลอกลวงข้ามชาติ

แม้หลายคนได้รับการช่วยเหลือ และถูกส่งตัวกลับบ้านเกิด แต่ยังมีชาวอินโดนีเซียหลายสิบคนที่ทนทุกข์ทรมานอยู่ในอาคารของกลุ่มมิจฉาชีพ ซึ่งพวกเขาถูกบังคับให้ค้นหาและหลอกลวงเหยื่อ ผ่านเว็บไซต์สื่อสังคมออนไลน์ และแอปพลิเคชันต่าง ๆ

สำหรับผู้ถูกบังคับให้เป็นนักต้มตุ๋น โทรศัพท์ของพวกเขาจะถูกยึดในช่วงเริ่มทำงาน ซึ่งบันทึกการโทรและข้อความ จะถูกตรวจสอบโดยผู้ดำเนินการหลอกลวง แต่การสื่อสารแอบแฝง เช่น การให้รหัสแบบสั้น ๆ มักเป็นเบาะแสเดียวที่ช่วยให้กลุ่มนักเคลื่อนไหวและทางการ สามารถระบุตำแหน่งของสถานที่เหล่านี้ เพื่อดำเนินการช่วยเหลือเหยื่อได้

ทั้งนี้ ข้อมูลของกระทรวงการต่างประเทศอินโดนีเซีย ระบุว่า ระหว่างปี 2563 ถึงเดือน ก.ย. ที่ผ่านมา รัฐบาลจาการ์ตาส่งตัวชาวอินโดนีเซียมากกว่า 4,700 คน ที่พัวพันกับขบวนการหลอกลวงทางออนไลน์ กลับจากประเทศต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็น กัมพูชา, เมียนมา, ลาว และเวียดนาม

อย่างไรก็ตาม นายจุฑา นูกราฮา ผู้อำนวยการฝ่ายคุ้มครองพลเมือง ของกระทรวงการต่างประเทศอินโดนีเซีย กล่าวว่า รัฐบาลจาการ์ตาสามารถระบุตัวชาวอินโดนีเซียอย่างน้อย 90 คน ที่ยังติดอยู่ในเครือข่ายหลอกลวง บริเวณเมืองเมียวดีของเมียนมา และตัวเลขที่แท้จริงอาจสูงกว่านี้

นอกจากนี้ รัฐบาลจาการ์ตา สามารถให้ความร่วมมือกับหน่วยงานท้องถิ่นได้เท่านั้น และไม่มีเขตอำนาจศาลที่จะดำเนินการจับกุมในต่างประเทศ ซึ่งทางการกัมพูชาระบุว่าจะปราบปรามผู้ดำเนินการหลอกลวง แต่ในขณะเดียวกัน พวกเขาก็เรียกร้องให้อินโดนีเซีย และประเทศอื่น ๆ จัดทำแคมเปญสร้างความตระหนักรู้ให้กับประชาชน เกี่ยวกับการหลอกลวงดังกล่าว

“อย่ารอจนกว่าจะเกิดปัญหา แล้วชี้นิ้วโทษกันเอง เพราะมันไม่ใช่วิธีแก้ปัญหาเลย” นางชู บุน เอ็ง รองประธานคณะกรรมการปราบปรามการค้ามนุษย์แห่งชาติของกัมพูชา กล่าว พร้อมกับเน้นย้ำว่า รัฐบาลกัมพูชาจะไม่ปล่อยให้อาชญากรทำงานอย่างอิสระ และไม่ปล่อยให้ศูนย์หลอกลวงขยายวงกว้าง ซึ่งความร่วมมือระหว่างประเทศ เป็นกุญแจสำคัญในการหยุดยั้งกลุ่มเหล่านี้

อนึ่ง บูดีสามารถหลบหนีออกมาได้ หลังเขาถูกย้ายไปยังศูนย์หลอกลวงอีกแห่งในเมืองปอยเปต ซึ่งปัจจุบัน เขาทำงานอยู่ในไร่ปาล์มน้ำมัน แต่ถึงอย่างนั้น บูดียังคงรู้สึกผิดเกี่ยวกับการฉ้อโกงที่เขาถูกบังคับให้ทำ.

เลนซ์ซูม

เครดิตภาพ : AFP