แต่ทันใดนั้น สหรัฐก็เปลี่ยนสถานะจากผู้ตัดสินที่ลังเล เป็นคู่กรณีในการตั้งชื่อ เมื่อประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐ ประกาศว่า นับจากนี้เป็นต้นไป อ่าวเม็กซิโก จะถูกเรียกว่า “อ่าวอเมริกา”
ในคำสั่งฝ่ายบริหารที่ทรัมป์ลงนาม ในเวลาไม่กี่ชั่วโมงหลังกลับเข้าสู่ทำเนียบขาว เขาเรียกแหล่งน้ำแห่งนี้ว่าจะเป็น “ส่วนที่ไม่สามารถแยกออกได้ของอเมริกา” ซึ่งมีความสำคัญต่อการผลิตน้ำมันและการประมงของสหรัฐ ตลอดจนเป็นจุดหมายปลายทางยอดนิยม สำหรับการท่องเที่ยวและกิจกรรมสันทนาการของประเทศ
หลังจากนั้นไม่นาน คำว่า “อ่าวอเมริกา” ก็ถูกใช้โดยหน่วยยามชายฝั่งสหรัฐ ในการแถลงข่าวการบังคับใช้มาตรการใหม่ของทรัมป์ เกี่ยวกับการปราบปรามผู้อพยพ เช่นเดียวกับนายรอน เดอซานทิส ผู้ว่าการรัฐฟลอริดา เมื่อเขาพูดถึงพายุฤดูหนาว
อย่างไรก็ตาม นายแอนดรูว์ ทาเลอร์ นักนิเวศวิทยาทางทะเลลึก กล่าวว่า การประกาศของทรัมป์ “ไร้สาระมาก” และผู้เชี่ยวชาญด้านทะเล น่าจะเมินเฉยต่อคำพูดของผู้นำสหรัฐคนใหม่
“ประธานาธิบดีมีอำนาจในการเปลี่ยนชื่อสถานที่ต่าง ๆ ภายในสหรัฐ แต่อ่าวเม็กซิโก เป็นแหล่งน้ำที่มีอาณาเขตติดกับหลายประเทศ รวมถึงพื้นที่ทะเลหลวง ซึ่งก่อนหน้านี้ไม่เคยมีกรณีใด ๆ ที่ประธานาธิบดีสหรัฐ เปลี่ยนชื่อของภูมิประเทศทางธรณีวิทยาและสมุทรศาสตร์ระหว่างประเทศ ดังนั้น ความพยายามที่จะเปลี่ยนชื่ออ่าวเม็กซิโกทั้งหมด จึงเป็นเพียงสัญลักษณ์เท่านั้น” ทาเลอร์ กล่าวเพิ่มเติม
ทั้งนี้ องค์การอุทกศาสตร์สากล (ไอเอชโอ) ซึ่งก่อตั้งเมื่อ 100 ปีก่อน ดำเนินงานเพื่อสำรวจทะเลและมหาสมุทรของโลก และมีอำนาจมากที่สุดในการประสานชื่อสำหรับน่านน้ำสากล ขณะที่สหประชาชาติ (ยูเอ็น) มีกลุ่มผู้สันทัดกรณีด้านชื่อทางภูมิศาสตร์ ซึ่งจะเปิดการประชุมครั้งต่อไป ในวันที่ 28 เม.ย. นี้
ด้านนายมาร์ติน เอช. เลวินสัน อธิการบดีกิตติคุณจากสถาบันอรรถศาสตร์ทั่วไป (ไอจีเอส) กล่าวว่า มันยังไม่เป็นที่ทราบแน่ชัดว่า ทรัมป์จะลงทุนทางการเมืองมากแค่ไหน เพื่อแสวงหาการยอมรับชื่อจากประเทศอื่น
นอกจากนี้ เลวินสันยังตั้งข้อสงสัยว่า ประเทศอื่นจะเปลี่ยนชื่ออ่าวเม็กซิโก เป็นอ่าวอเมริกาหรือไม่ แต่มันมีความเป็นไปได้ที่ “กูเกิล เอิร์ธ” จะแสดงชื่ออื่นของพื้นที่ดังกล่าว เช่นเดียวกับที่เคยเกิดขึ้นในข้อพิพาทอื่น ๆ เช่น ทะเลญี่ปุ่นกับทะเลตะวันออก และอ่าวอาหรับกับอ่าวเปอร์เซีย
ขณะที่ นายเจอร์รี เคิร์นส์ ศาสตราจารย์ด้านภูมิศาสตร์ จากมหาวิทยาลัยเมย์นูธ ในไอร์แลนด์ กล่าวว่า ความเคลื่อนไหวของทรัมป์ เป็นส่วนหนึ่งของ “ภูมิรัฐศาสตร์ของการแสดงที่น่าตื่นตาตื่นใจ” แต่มันก็เผยให้เห็นถึงความเอนเอียงทางอุดมการณ์ของเขาด้วย
“การใช้ชื่อต่าง ๆ นั้นได้ผล เพราะมันเป็นสิ่งที่ใช้ร่วมกัน และพวกเราต่างรู้ว่ากำลังพูดถึงเรื่องเดียวกัน ซึ่งการอ้างสิทธิในการบังคับให้ผู้อื่นใช้ชื่อที่ทรัมป์เลือก หมายความว่า เขากำลังอ้างอำนาจอธิปไตยเหนือแหล่งน้ำระหว่างประเทศ” เคิร์นส์ กล่าวทิ้งท้าย.
เลนซ์ซูม
เครดิตภาพ : AFP



