นายวินิจ วิเศษสุวรรณภูมิ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง ในฐานะโฆษกกระทรวงการคลัง เปิดเผยความคืบหน้าการใช้สิทธิโครงการไทยช่วยไทย พลัส (60/40) (โครงการฯ) ซึ่งมีประชาชนได้รับสิทธิตามโครงการฯ 26.04 ล้านราย โดยในเดือนมิถุนายน 2569 ซึ่งเป็นเดือนแรกของการใช้สิทธิพบว่า มีผู้ใช้สิทธิตามโครงการฯ 25.69 ล้านราย คิดเป็นร้อยละ 99 ของผู้ที่ได้รับสิทธิทั้งหมด และได้สร้างเม็ดเงินใช้จ่ายหมุนเวียนแล้วกว่า 43,200 ล้านบาท หรือคิดเป็นร้อยละ 99 ของมูลค่าการใช้จ่ายกรณีผู้ได้รับสิทธิทั้งหมดใช้สิทธิเต็มจำนวน นอกจากนี้ จากข้อมูลล่าสุด ณ วันที่ 7 กรกฎาคม 2569 เวลา 23.00 น. พบว่า โครงการฯ มียอดใช้จ่ายรวม 60,518 ล้านบาท โดยแบ่งเป็นส่วนที่ 1 เงินที่ประชาชนใช้จ่าย 25,666 ล้านบาท ประกอบด้วยการใช้จ่ายผ่านร้านค้าทั่วไป 24,903 ล้านบาท และใช้จ่ายผ่านผู้ให้บริการระบบขนส่งอาหาร (Food Delivery Platform) 763 ล้านบาท และส่วนที่ 2 เงินที่รัฐร่วมจ่าย 34,852 ล้านบาท ประกอบด้วยการใช้จ่ายผ่านร้านค้าทั่วไป 33,872 ล้านบาท และรัฐร่วมจ่ายผ่าน Food Delivery Platform 980 ล้านบาท
สำหรับการใช้จ่ายของประชาชนพบว่า ประมาณร้อยละ 76 ของยอดการใช้จ่ายทั้งหมดเป็นการใช้จ่ายกับร้านอาหารและเครื่องดื่ม ร้านธงฟ้า และร้าน Food Delivery ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าการใช้จ่ายของประชาชนส่วนใหญ่เป็นไปเพื่อตอบสนองต่อการอุปโภคบริโภคในชีวิตประจำวัน สอดคล้องกับวัตถุประสงค์ของโครงการฯ ที่ต้องการบรรเทาภาระค่าครองชีพให้กับประชาชน
ในมิติการกระจายตัวของการใช้จ่าย ปัจจุบันมีร้านค้าที่พร้อมรองรับการใช้สิทธิทั้งหมด 1,083,770 ราย ในจำนวนนี้เป็นร้านอาหารและเครื่องดื่มที่รับชำระผ่าน Food Delivery Platform 106,046 ราย โดยการใช้จ่ายของประชาชนมีการกระจายอยู่ทั่วทุกภูมิภาค แบ่งเป็นการใช้จ่ายในเมืองหลัก 22 จังหวัด 37,682 ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 62 ของยอดการใช้จ่ายทั้งหมด โดยมีจังหวัดที่ใช้จ่ายสูงสุด 5 อันดับแรก ได้แก่ กรุงเทพมหานคร ชลบุรี สมุทรปราการ ปทุมธานี และนนทบุรี และการใช้จ่ายในเมืองรอง 55 จังหวัด 22,836 ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 38 ของยอดการใช้จ่ายทั้งหมด โดยมีจังหวัดที่ใช้จ่ายสูงสุด 5 อันดับแรก ได้แก่ นครศรีธรรมราช อุบลราชธานี อุดรธานี ราชบุรี และเชียงราย ทั้งนี้ เม็ดเงินใช้จ่ายจากโครงการฯ จะช่วยสนับสนุนเงินทุนหมุนเวียนและเพิ่มสภาพคล่องให้แก่ผู้ประกอบการร้านค้าทำให้สามารถจัดซื้อวัตถุดิบ มีการจ้างงานได้อย่างต่อเนื่อง ทั้งยังส่งผลให้ห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain) ของธุรกิจและภาคเศรษฐกิจที่เกี่ยวข้องมีการขยายตัวร่วมด้วย
โฆษกกระทรวงการคลัง กล่าวประชาสัมพันธ์เพิ่มเติมว่า ร้านค้าสามารถใช้ปัญญาประดิษฐ์ (AI) เรียกว่า “นกกระซิบ” ในแอปพลิเคชันถุงเงิน เพื่อช่วยตอบคำถามเกี่ยวกับโครงการฯ และโครงการรัฐอื่นที่อยู่บนแอปพลิเคชันถุงเงิน รวมถึงการสรุปและวิเคราะห์ยอดขายอัตโนมัติ การแสดงช่วงเวลาที่ขายดีที่สุด การช่วยวางแผนสต็อกสินค้า การติดตามราคากลางวัตถุดิบจากกรมการค้าภายใน กระทรวงพาณิชย์ และการประเมินต้นทุนกับกำไรเบื้องต้น เพื่อช่วยให้ร้านค้าตัดสินใจด้านการบริหารธุรกิจได้แม่นยำมากขึ้น โดยพบว่า สถิติการใช้นกกระซิบ ณ วันที่ 30 มิถุนายน 2569 มีร้านค้าถุงเงินที่เข้าใช้งานนกกระซิบ Chatbot 6.4 แสนราย โดยมีคำถามที่ได้รับความสนใจ เช่น การสมัครเข้าร่วมโครงการฯ การสมัครเข้าร่วม Food Delivery Platform การใช้งานแอปพลิเคชัน การตรวจสอบราคาวัตถุดิบ เป็นต้น ทั้งนี้ พบว่า ร้านอาหารและเครื่องดื่มมีจำนวนร้านค้าที่เข้ามาพูดคุยกับนกกระซิบมากที่สุด และร้านค้าขนาดเล็กมีการพูดคุยกับนกกระซิบมากที่สุด นอกจากนี้ มีร้านค้าเข้าใช้งานฟีเจอร์วิเคราะห์ยอดขาย (Sales Insight) 4.4 แสนราย โดยมีการใช้งานเพื่อดูข้อมูลเชิงลึกรายวันเฉลี่ย 2.2 ครั้งต่อราย และดูข้อมูลเชิงลึกรายเดือนเฉลี่ย 1.5 ครั้งต่อราย ซึ่งเป็นการสนับสนุนการจัดเก็บข้อมูลรายได้เพื่อใช้ประกอบการเข้าถึงแหล่งเงินทุนต่อไป ทั้งนี้ ร้านค้าที่สนใจสามารถศึกษาการใช้งาน “นกกระซิบ” ได้จากวีดิโอสาธิตโดยแสกน QR Code ท้ายแถลงข่าวนี้



