เมื่อวันที่ 2 ก.ค. นายภัทรพงศ์ ภัทรประสิทธิ์ รมช.คมนาคม เปิดเผยว่า สำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย (กพท.) ได้เชิญบริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน), บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) หรือ ทอท., กรมศุลกากร, สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด (ป.ป.ส.) และหน่วยงานด้านความมั่นคง เข้าร่วมประชุมเพื่อแก้ไขปัญหา และยกระดับมาตรการป้องกันการลักลอบขนส่งยาเสพติดผ่านเที่ยวบินระหว่างประเทศ ทั้งระยะเร่งด่วน และระยะยาว ในการอุดช่องโหว่ พร้อมยกระดับมาตรฐานการรักษาความปลอดภัยด้านการบินของประเทศ หลังเกิดกรณีพนักงานสายการบินไทยถูกควบคุมตัวในประเทศออสเตรเลีย จากความเกี่ยวข้องกับการลักลอบขนส่งยาเสพติด

นายภัทรพงศ์ กล่าวอีกว่า สำหรับมาตรการระยะสั้นที่จะเร่งดำเนินการ ประกอบด้วย การบินไทย จะเพิ่มความเข้มงวดในการตรวจค้นลูกเรือ และสัมภาระก่อนปฏิบัติหน้าที่ พร้อมกำหนดบทลงโทษทางวินัยอย่างเด็ดขาดสำหรับผู้ฝ่าฝืนหรือรับฝากสิ่งของโดยไม่ได้รับอนุญาต ขณะที่ กพท. จะกำชับให้สายการบินทุกแห่งใช้มาตรฐานเดียวกัน และติดตามการปฏิบัติอย่างใกล้ชิด ด้าน ทอท. ยืนยันว่าลูกเรือทุกคนได้รับการตรวจค้นตามมาตรฐานเดียวกับผู้โดยสาร และพร้อมสนับสนุนการปฏิบัติงานของสายการบิน และหน่วยงานด้านความมั่นคงอย่างเต็มที่ ขณะที่ ป.ป.ส. และกรมศุลกากร จะร่วมพัฒนาศักยภาพเจ้าหน้าที่ตรวจค้น เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการสังเกตพฤติกรรมและตรวจจับความเสี่ยง
นายภัทรพงศ์ กล่าวต่อว่า ส่วนมาตรการระยะยาว จะผลักดันการใช้ข้อมูลการจองของผู้โดยสาร (Passenger Name Record : PNR) เพื่อวิเคราะห์ความเสี่ยง และคัดกรองบุคคลต้องสงสัยอย่างเป็นระบบ รวมถึงศึกษาการเชื่อมโยงฐานข้อมูลระหว่างกรมศุลกากร สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ตลอดจนพัฒนาเทคโนโลยี และโครงสร้างพื้นฐานด้านการตรวจค้นเพิ่มเติม โดย ทอท. จะนำระบบ Biometrics (อัตลักษณ์บุคคล) มาใช้ในกระบวนการเช็กอินสัมภาระ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการยืนยันตัวบุคคล และการติดตามตรวจสอบ

นายภัทรพงศ์ กล่าวด้วยว่า ที่ประชุมยืนยันว่าปัจจุบันประเทศไทยมีมาตรการตรวจค้นลูกเรือตามมาตรฐานเดียวกับผู้โดยสาร และอยู่ภายใต้การกำกับดูแลของ กพท. อย่างเข้มงวด ที่ผ่านมาหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้มีการร่วมมือกันด้านการข่าว ประกอบกับการตรวจค้นทำให้สามารถตรวจยึดและสกัดกั้นการลักลอบนำยาเสพติด และสิ่งผิดกฎหมายได้อย่างต่อเนื่อง แม้หลายกรณีจะไม่ได้เผยแพร่เป็นข่าวต่อสาธารณะ แต่ทุกหน่วยยังเห็นว่ามีสิ่งที่สามารถพัฒนาเพิ่มเติมให้ตอบสนองต่อสถานการณ์ในปัจจุบันมากยิ่งขึ้น รวมถึงกรณีที่เพิ่งเกิดขึ้นนี้ได้ด้วย
ทั้งนี้ตนได้กำชับให้ทุกหน่วยงานร่วมกันยกเครื่องมาตรการรักษาความปลอดภัยการบิน ปิดทุกช่องโหว่ที่อาจถูกใช้เป็นเส้นทางลักลอบขนยาเสพติด พร้อมบูรณาการข้อมูลข่าวกรอง และเทคโนโลยีสมัยใหม่ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชน และนานาประเทศว่า ระบบการบินของไทยมีมาตรฐานด้านความปลอดภัย และความมั่นคงในระดับสากล



