ใครผ่านไป … ผ่านมา ย่านถนนวิภาวดี ปากซอยวิภาวดี 52 คงเห็นกับอาคารสูง 10 ชั้น ที่มีเอกลักษณ์ โค้งมนด้วยกระจกสีทอง ๆ ที่เริ่มจะน้ำตาลแดงๆ เหมือนกำลังจะสร้างเสร็จ แต่ยังไม่เสร็จสักที ปล่อยร้างไม่มีการก่อสร้างมาหลายปี จึงมีคำถามอาคารหลังนี้เมื่อไรจะสร้างเสร็จ?

ยิ่งรู้ว่า เป็นอาคารของสำนักงานใหม่ของสำนักงานคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) บนถนนวิภาวดีรังสิต ซึ่งเป็นหน่วยงานที่กำกับดูแลกิจการไฟฟ้าของไทย ไม่ใช่อาคารของภาคเอกชน มูลค่าโครงการรวมๆ ประมาณ 650 ล้านบาท (ราคาตามทีโออาร์ ปี 2562) ยิ่งอยากรู้ว่า ทำไมถึงสร้างไม่เสร็จสักที! 

ย้อนไปดูตั้งแต่จุดสตาร์ทการสร้างอาคารแห่งนี้ เริ่มประกาศทีโออาร์หาผู้รับเหมาก่อสร้างมาตั้งแต่ปี 2562 จนเริ่มการก่อสร้างได้ในปี 2563  จากกำหนดการเดิมอาคารแห่งนี้ จะต้องแล้วเสร็จประมาณปี 2567 แต่นี่ปี 2569 แล้ว ยังไร้วี่แววในการก่อสร้างอาคารแล้วเสร็จ ทำให้ “สำนักงานกกพ.” ต้องยืดอายุการเช่าพื้นที่สำนักงานอาคารจัตุรัสจามจุรี ชั้น 19-20 ควักจ่ายให้จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย “ปีละ 50 ล้านบาท” ทั้งที่เวลานี้ เจ้าหน้าที่ หรือประชาชนผู้ใช้บริการกกพ. ต้องไปติดต่อยังอาคารแห่งใหม่ ที่ดูโอ่อ่าโอ่โถงทันสมัยแล้ว    

มหากาพย์ความล่าช้าของอาคารแห่งนี้ แม้ว่า ได้สถาปนิกชื่อดังของวงการมาออกแบบอาคารให้มีความโดดเด่นสะดุดตาด้วย Gimmick ด้านหน้าอาคารมีความโดดเด่นด้วยดีไซน์กระจกส่วนโค้งเว้า ให้ความรู้สึกทันสมัย มีการเคลื่อนไหวที่สอดรับกับแสงเงาของดวงอาทิตย์ในแต่ละช่วง ซึ่งดวงอาทิตย์เปรียบเสมือนแหล่งการผลิตไฟฟ้าที่สำคัญ รวมถึงเป็นอาคารประหยัดพลังงาน เข้ากับบทบาทของกกพ.ที่กำกับกิจการไฟฟ้าของไทย

แต่ปัญหาต่างๆ ก็เปิดฤกษ์มาตั้งแต่ต้นเริ่มตั้งแต่ “สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน” (สตง.) ได้ทักท้วงเบรกเอี๊ยดการขอใช้งบประมาณ 100 ล้านบาท จากกองทุนพัฒนาไฟฟ้า ตามมาตรา 93 ไม่ตรงตามวัตถุประสงค์ในการจัดตั้งกองทุน ที่ต้องการให้เป็นทุนสนับสนุนการให้บริการไฟฟ้าไปยังท้องที่ต่าง ๆ หรือส่งเสริมการใช้พลังงานหมุนเวียน และคณะกรรมการกฤษฎีกา ก็ได้เห็นชอบให้ยกเลิกการกันเงินกองทุนฯ ทำให้ กกพ.ต้องกลับมาตั้งหลัก แล้วดำเนินการใหม่      

หลังจากได้ผู้รับเหมามา ช่วงแรกๆ ก็สร้างกันมาดีๆ แต่สุดท้ายก็เกิดการฟ้องร้องกันขึ้น โดยผู้รับเหมา ฟ้องศาลปกครอง ระบุว่า กกพ. ค้างจ่าหนี้ค่าก่อสร้างเป็นเงินจำนวนเกิน 100 ล้านบาทเป็นเวลาหลายเดือน ขอใช้สิทธิศาลปกครองให้ยกเลิกสัญญาจ้างก่อสร้าง และให้สำนักงานกกพ. ชำระหนี้ พร้อมดอกเบี้ยและค่าเสียหาย รวมเป็นเงินจำนวนกว่า 296 ล้านบาท ซึ่งกกพ.เองก็มองว่า ผู้รับเหมาไม่ได้ทำตามสัญญา จึงยังไม่สามารถจ่ายค่างวดได้

ระหว่างทาง “แหล่งข่าวจากวงใน” ระบุว่า มีการอ้างถึงบิ๊กเนม ทำให้เรื่องราวต่างๆ ล่าช้า แต่สุดท้ายบิ๊กเนมที่มีการแอบอ้างกัน กลับเป็นของเก๊!! ณ เวลานี้เรื่องทั้งหมด จึงอยู่ระหว่างการต่อสู้คดีในชั้นศาลปกครอง ระหว่างผู้รับเหมา และกกพ. ซึ่งต้องจับตาดูว่า หากศาลปกครองตัดสินออกมาแล้ว จะมีการฟ้องร้องเรียกค่าเสียหายทางแพ่งต่อไปอีกหรือไม่!!   

ที่สำคัญความเสียหายที่เกิดขึ้นไม่ใช่แค่อาคารที่ยังไม่เสร็จตามสัญญาเท่านั้น ไหนจะอุปกรณ์การก่อสร้างต่างๆ ที่ไม่ได้บำรุงรักษา อาจมีการเสื่อมโทรมตามกาลเวลา ไหนจะค่าเสียโอกาสที่กกพ. ต้องได้เข้าใช้อาคารประมาณ ปี 2567 ไม่ต้องจ่ายค่าเช่าอาคารปีละ 50 ล้านบาท ถ้านับมูลค่าที่เห็นชัดๆ ที่กกพ.ต้องจ่ายค่าเช่าสำนักงานที่อาคารจัตุรัสจามจุรี  ประมาณ 2 ปี รวมๆแล้วไม่ต่ำกว่า  100 ล้านบาทแล้ว ใครจะเป็นผู้รับผิดชอบค่าใช้จ่ายในส่วนนี้!!

ล่าสุด นายวรวิทย์ ศรีอนันต์รักษา กรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) ได้ออกมาชีแจงชี้แจงกรณีกลุ่มบุคคลพยายามเผยแพร่ข้อมูลที่เป็นเท็จ และแสดงความคิดเห็นพาดพิง กกพ. ด้วยอคติส่วนตัวในหลายประเด็น จนอาจทำให้ประชาชนเกิดความเข้าใจผิดในเรื่องของโครงการก่อสร้างอาคารสำนักงาน กกพ. ที่ยังไม่เสร็จสิ้น

นายวรวิทย์ ระบุว่า การก่อสร้างอาคารสำนักงานใหม่ด้วยงบประมาณกว่า 600 ล้านบาท ที่สะดุดหยุดลงนั้น มีเหตุมาจากผู้รับเหมาหยุดก่อสร้างและยื่นฟ้องศาลปกครองกลางขอยกเลิกสัญญา มูลเหตุการณ์ฟ้องร้องที่แท้จริงไม่ทราบแน่ชัด แต่คาดว่า มีต้นเหตุจากผู้รับเหมาไม่สามารถก่อสร้างคืบหน้าได้ตามแผน เพราะได้รับผลกระทบจากการระบาดของโควิด ซึ่งครม. มีมติให้ยกเว้นค่าปรับ

ในประเด็นนี้ “สำนักงาน กกพ.” ไม่ได้มีข้อขัดข้องใดๆ แต่เห็นว่า ครม.ไม่ได้ยกเว้นค่าเสียหาย ซึ่งเป็นค่าเสียหายจากการที่สำนักงาน กกพ. ต้องจ่ายค่าเช่าอาคารจัตุรัสจามจุรี ให้กับจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยปีละ 50 ล้านบาท ระหว่างที่ไม่สามารถย้ายไปใช้อาคารสำนักงานใหม่ สำนักงาน กกพ. เป็นหน่วยงานของรัฐ ต้องรักษาผลประโยชน์ของรัฐ จึงไม่สามารถละเว้นค่าเสียหายได้

แบบภาพอาคารส่วนหนึ่งจาก plan architect