ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อวันที่ 22 ก.ค. ที่ผ่านมา นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.คลัง ได้เดินทางมาประชุมเพื่อมอบนโยบายการปฏิบัติราชการและรับฟังการบรรยายสรุปภารกิจของ สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) หรือสภาพัฒน์ โดยมีนายสันติธาร เสถียรไทย ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงการคลัง และนายดนุชา พิชยนันท์ เลขาธิการ สศช. พร้อมด้วยคณะผู้บริหารและเจ้าหน้าที่ สศช. เข้าร่วมและให้การต้อนรับ ณ ห้องประชุม 521 อาคาร 5 ชั้น 2 สศช.

นายดนุชา ได้รายงานความก้าวหน้าในการยกร่างกรอบแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 14 (พ.ศ. 2571-2575) ซึ่งมีเป้าหมายสูงสุดในการผลักดันให้ “เศรษฐกิจขยายตัวสูงขึ้นอย่างทั่วถึงและยั่งยืน” ภายใต้แนวคิด “ซ่อมและเสริมรากฐาน สร้างอนาคต” โดย สศช. เป็นผู้ริเริ่มและกำหนดหลักคิดนำทาง 5 เสาหลัก หรือ กรอบ T-R-U-S-T ประกอบด้วย
T – Transform (เศรษฐกิจ) : มุ่งยกระดับผลิตภาพและปรับโครงสร้างเศรษฐกิจใหม่
R – Reform (ภาครัฐ) : ปฏิรูปการบริหารจัดการเพื่อสร้างภาครัฐที่มีประสิทธิภาพและเป็นระบบ
U – Upgrade (ทุนมนุษย์) : เสริมสร้างศักยภาพและการเรียนรู้ตลอดชีวิตของประชากร
S – Sustain (ทรัพยากรและสิ่งแวดล้อม) : บริหารจัดการสิ่งแวดล้อมให้เติบโตอย่างยั่งยืนเพื่อรับมือความผันผวน
T – Transfer (เทคโนโลยีและนวัตกรรม) : ถ่ายทอดและลงทุนในเทคโนโลยีเพื่อสร้างภูมิคุ้มกันสำหรับอนาคต
ทั้งนี้ ขณะนี้ร่างแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 14 อยู่ระหว่างการเปิดรับฟังความคิดเห็นจากสาธารณชนทั่วประเทศ โดยมุ่งเน้นให้เป็นแผนที่สามารถนำไปปฏิบัติได้จริง มีการกำหนดโครงการเรือธงอย่างชัดเจน เพื่อบูรณาการการทำงานร่วมกับภาคเอกชน ภาคประชาสังคม และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
นอกจากนี้ เลขาธิการฯ สศช. ได้รายงานผลการดำเนินงานที่โดดเด่นของ สศช. ในปี 2569 ภายใต้วิสัยทัศน์ “องค์กรประสิทธิภาพสูงเชิงรุก” โดยมีผลงานสำคัญ เช่น การเร่งผลักดันกระบวนการเข้าเป็นสมาชิกองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD), การบูรณาการยุทธศาสตร์ชาติ, การพัฒนาฐานข้อมูล SDG, การวิเคราะห์ผลกระทบของเทคโนโลยี AI ต่อตลาดแรงงาน และการประเมินสิ่งแวดล้อมระดับยุทธศาสตร์ (SEA) เป็นต้น

นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.คลัง ได้เห็นชอบโครงร่างของการจัดทำแผนฯ ตามแนวทาง T-R-U-S-T และได้มอบนโยบายสำคัญแก่ สศช. โดยเน้นย้ำว่า สภาพัฒน์ต้องเป็นผู้นำในการสร้างการเปลี่ยนแปลง (Transform) ให้แก่ประเทศ ซึ่งต้องอาศัยการทำงานร่วมกับเครือข่ายภายนอก (Partner)
รวมทั้งกลไกความร่วมมือระหว่างภาครัฐและเอกชน (กรอ.) การขับเคลื่อนการพัฒนาในระดับพื้นที่ พร้อมทั้งเร่งแก้ปัญหาการทำงานแบบ “ไซโล” (Silo) หรือการแยกส่วนกันทำงานในระบบราชการ โดยกระตุ้นให้เกิดการบูรณาการการทำงานระหว่างหน่วยงานทุกระดับในการขับเคลื่อนแผนฯ ให้เกิดผลลัพธ์อย่างเป็นรูปธรรม
พร้อมกันนี้ รองนายกรัฐมนตรี ได้เสนอแนะให้สภาพัฒน์มุ่งเน้นการทำภารกิจที่สำคัญ (Focus) เพื่อสร้างผลงานในลักษณะ Quick Win ผสมผสานกับ Big Win ทั้งนี้ ยอมรับว่าการเปลี่ยนแปลงทุกครั้งย่อมเผชิญกับแรงต้าน แต่สภาพัฒน์ในฐานะหน่วยงานหลักในการวางแผนพัฒนาประเทศ ต้องมีความกล้าหาญที่จะตัดสินใจทำเพื่อประโยชน์ของประเทศชาติและประชาชน



