สำนักข่าวต่างประเทศรายงานจากกรุงวอชิงตัน ประเทศสหรัฐอเมริกา เมื่อวันที่ 23 ก.ค. ว่ากระทรวงพลังงานสหรัฐออกแถลงการณ์ ว่าสหรัฐและซาอุดีอาระเบียบรรลุข้อตกลงครั้งประวัติศาสตร์ด้านพลังงานนิวเคลียร์เพื่อสันติ ซึ่งเปิดทางให้ซาอุดีอาระเบียสามารถก่อสร้างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ โดยใช้เทคโนโลยีของสหรัฐ รวมถึงสามารถเสริมสมรรถนะยูเรเนียมได้
การเจรจาข้อตกลงด้านนิวเคลียร์เพื่อสันติระหว่างทั้งสองประเทศดำเนินมานานหลายปี ตั้งแต่ยุครัฐบาลวอชิงตันสมัยแรกของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ และต่อเนื่องถึงรัฐบาลของประธานาธิบดีโจ ไบเดน อย่างไรก็ตาม การเจรจาไม่ค่อยคืบหน้ามากนัก เนื่องจากกลุ่มที่รณรงค์ด้านการไม่แพร่ขยายอาวุธนิวเคลียร์ พากันเตือนว่า ข้อตกลงดังกล่าวอาจเปิดช่องให้ซาอุดีอาระเบียพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์ได้ในอนาคต
— U.S. Department of Energy (@ENERGY) July 22, 2026
ทั้งนี้ ข้อตกลงฉบับที่มีการบรรลุร่วมกันในยุครัฐบาลทรัมป์สมัยที่สอง แตกต่างจากข้อเสนอในสมัยรัฐบาลไบเดน เนื่องจากไม่มีการบรรจุ พิธีสารเพิ่มเติม ซึ่งให้อำนาจทบวงการพลังงานปรมาณูระหว่างประเทศ ( ไอเออีเอ ) เข้าตรวจสอบสถานที่นิวเคลียร์แบบไม่แจ้งล่วงหน้า
นอกจากนี้ ข้อตกลงยังอนุญาตให้ซาอุดีอาระเบียเสริมสมรรถนะยูเรเนียม และแปรรูปกากเชื้อเพลิงนิวเคลียร์ใช้แล้ว ซึ่งถือเป็นกระบวนการที่อาจนำไปสู่การพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์ อนึ่ง ก่อนหน้านี้ สหรัฐเคยทำข้อตกลงลักษณะเดียวกันกับสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ( ยูเออี ) เมื่อปี 2552 แต่ยูเออียินยอมสละสิทธิในการดำเนินกิจกรรมทั้งสองประเภท
Today, the U.S. and Saudi Arabia announced a historic, peaceful nuclear cooperation agreement.
— U.S. Department of Energy (@ENERGY) July 22, 2026
Thanks to President Trump, this partnership will strengthen prosperity at home and security to our allies abroad. pic.twitter.com/lUN3cFm5Et
ข้อตกลงฉบับนี้ ซึ่งเรียกว่า ข้อตกลงมาตรา 123 ลงนามโดยนายคริส ไรธ์ รมว.กระทรวงพลังงานสหรัฐ และเจ้าชายอับดุลอาซิซ บิน ซัลมาน รมว.กระทรวงพลังงานซาอุดีอาระเบีย ซึ่งมาควบคู่กับข้อตกลงทวิภาคีด้านมาตรการพิทักษ์ความปลอดภัยทางนิวเคลียร์
ด้านแหล่งข่าวระดับสูงในรัฐบาลวอชิงตันยืนยัน ว่าข้อตกลงดังกล่าวยังคงสอดคล้องกับข้อกำหนดด้านการไม่แพร่ขยายอาวุธนิวเคลียร์ ตามกฎหมายพลังงานปรมาณูของสหรัฐ ซึ่งถือเป็นหนึ่งในมาตรฐานที่เข้มงวดที่สุดของโลก พร้อมอ้างว่า ซาอุดีอาระเบียเคยแสดงจุดยืนว่า หากไม่สามารถร่วมมือกับสหรัฐในเรื่องนี้ได้ ก็อาจหันไปจับมือกับจีนหรือรัสเซีย ซึ่งมีมาตรฐานด้านการควบคุมการแพร่ขยายอาวุธนิวเคลียร์แตกต่างออกไป
หลังจากนี้ กระทรวงพลังงานสหรัฐจะส่งข้อตกลงดังกล่าวให้สภาคองเกรสพิจารณา หากภายในระยะเวลา 90 วันของการประชุม ไม่มีการลงมติคัดค้าน ข้อตกลงจะมีผลบังคับใช้นานประมาณ 30 ปี แต่หากรัฐสภาต้องการคว่ำข้อตกลง จะต้องมีเสียงสนับสนุนไม่น้อยกว่าสองในสาม เพื่อเอาชนะสิทธิยับยั้งหรือวีโต้ของประธานาธิบดี
ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา เจ้าชายโมฮัมเหม็ด บิน ซัลมาน มกุฎราชกุมารและนายกรัฐมนตรีแห่งซาอุดีอาระเบีย ทรงยืนยันหลายครั้งว่า ไม่ต้องการให้ราชอาณาจักรมีอาวุธนิวเคลียร์ แต่หากอิหร่านครอบครองอาวุธดังกล่าว ซาอุดีอาระเบียก็จะดำเนินการเช่นเดียวกัน.
เรียบเรียงโดย : ทีมข่าวต่างประเทศ
เครดิตภาพ : REUTERS



