ถือเป็นโครงการที่พรรคฝ่ายค้านเกาะติดอย่างต่อเนื่อง “โครงการ TH-AI Passport” ภายใต้การผลักดันของ กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ที่มี “นายไชยชนก ชิดชอบ” ทำหน้าที่ รมว.ดีอี แม้ว่าทางกระทรวงดีอีจะมีการปรับแก้สัญญาของโครงการ แต่ทาง “น.ส.รักชนก ศรีนอก” สส.พรรคประชาชน (ปชน.) ในฐานะประธานกรรมาธิการ (กมธ.) ศึกษาการจัดทำและติดตามการบริหารงบประมาณ ยืนยันว่าโครงการไม่โปร่งใส ด้าน “นายพชร อนันตศิลป์” ปลัดกระทรวงดีอี ตั้งโต๊ะแถลงข่าวความคืบหน้าการลงทะเบียนล่วงหน้าในโครงการ TH-AI Passport  ว่า หลังเปิดลงทะเบียนล่วงหน้าครบ 2 วัน ถึงเวลา 12.40 น. วันที่ 21 ส.ค. มียอดผู้สนใจลงแล้ว 1,127,664 ราย

ขณะที่สัญญาซึ่งได้รับการแก้ไขใหม่ เป็นการจ่ายแบบ Pay Per Active User ซึ่งยังสอดคล้องกับสัญญาเดิม ที่จะจ่ายเงินตามการใช้งานจริงคือ บริษัทต้องส่งมอบแผนการดำเนินงานที่มีผู้เข้ามา login เป็นจำนวน 5,000,000 สิทธิแล้ว จึงจะตรวจรับและเบิกจ่ายเงิน (กรณีไม่ครบ 5,000,000 สิทธิ ผู้รับจ้างจะต้องถูกปรับตามข้อ 11 ของสัญญาเดิมในส่วนของผู้เข้ามา login จริง) โดยในการแก้ไขสัญญา ได้ส่งให้สำนักงานอัยการสูงสุด (อสส.) ตรวจพิจารณาแล้ว

นอกจากนี้โครงการยังได้ออกแบบระบบ ให้มีการตรวจจับ คัดกรอง และปกปิดข้อมูลส่วนบุคคลหรือข้อมูลอ่อนไหว (Masking) ตามหลักเกณฑ์ที่กำหนด ก่อนนำข้อมูลคำสั่ง (Prompt) ไปประมวลผลกับผู้ให้บริการ AI ทั้งในและต่างประเทศ ซึ่งผู้ให้บริการไม่สามารถนำข้อมูลที่ประมวลผลไปใช้เพื่อประโยชน์อื่น หรือนำไปเทรน AI Model ของตนเองได้

และผู้ให้บริการ AI จะไม่มีการจัดเก็บข้อมูลภายหลังการประมวลผลเสร็จสิ้นอย่างแน่นอน สำหรบการชี้แจงต่อคณะ กมธ.ของสภา นั้น หากมีหนังสือเชิญมาตามระเบียบแบบแผน ทางกระทรวงดีอีก็ตอบรับ และพร้อมส่งผู้ที่เกี่ยวข้องโดยตรง ไปชี้แจงตามลำดับชั้น ซึ่งปัจจุบันสัญญา รวมถึงรายละเอียดต่างๆ ได้ถูกเปิดเผยผ่านเว็บไซต์ของ สำนักงานคณะกรรมการดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ เรียบร้อยแล้ว ตรวจสอบได้ตลอดเวลา

นายพชร กล่าวอีกว่า ส่วนกรณีมีการฟ้องดำเนินคดีตามมาตรา 157 ไม่ได้กังวล ว่ากันไปตามข้อเท็จจริง ที่ผ่านมาทำตามหน้าที่อย่างถูกต้องทุกขั้นตอน หากไม่ทำก็อาจเข้าข่ายละเว้นการปฏิบัติหน้าที่เช่นกัน ขณะนี้ทราบว่าหน่วยงานตรวจสอบ ได้เริ่มตั้งสำนวนและส่งหนังสือขอข้อมูลเข้ามาแล้ว ซึ่งได้ทยอยส่งเอกสาร และขั้นตอนการจัดซื้อจัดจ้างทั้งหมดให้ตรวจสอบ ยืนยันว่าโปร่งใส และไม่มีสิ่งใดต้องปกปิด

“กระทรวงดีอีขอยืนยัน การเปลี่ยนแปลงสัญญาฉบับใหม่นั้น ถูกต้องตามกฎหมาย ผ่านการตรวจสอบจากสำนักงาน อสส.แล้ว โดยปรับการจ่ายเงินเป็นแบบ Pay Per Active User เพื่อให้การใช้เงินงบประมาณนั้น เกิดความคุ้มค่าที่สุด ขณะที่เรื่องของการจัดเก็บข้อมูล และประมวลผล จะดำเนินการอยู่ในประเทศไทย และปฏิบัติตามกฎหมายการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล และการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์อย่างเคร่งครัด” ปลัดกระทรวงดีอี กล่าว

จับท่าทีของผู้บริหารของดีอี ยืนยัน พร้อมให้มีการตรวจสอบเต็มที่ โดยสัญญาได้รับการแก้ไขใหม่ ผ่านการตรวจสอบจากสำนักงาน อสส. เป็นการจ่ายแบบใช้งานจริง การจัดเก็บข้อมูล และประมวลผล จะดำเนินการอยู่ในประเทศไทย และปฏิบัติตามกฎหมายการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล และการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์อย่างเคร่งครัด

ส่วนเรื่องหลักที่พรรคฝ่ายค้าน ที่จะนำมาอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลนายอนุทิน ชาญวีรกูล คงหนีไม่พ้นเรื่อง “ฮั้ว สว.” และคงคาดหวังให้คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ส่งสำนวนไปให้ศาลฎีกา เพราะมีผู้ถูกกล่าวหารวม 229 คน ซึ่งเป็น สว. ถึง 138 คน รวมกับนักการเมืองและผู้บริหารพรรคการเมือง เพราะถ้าหากเรื่องส่งไปให้การพิจารณาของศาลฎีกา และหากสั่งให้ผู้ถูกล่าวหาต้องหยุดปฏิบัติหน้าที่ นั่นหมายความว่าจะกระทบกับฝ่ายนิติบัญญัติ และฝ่ายบริหาร โดยเฉพาะในส่วนของผู้บริหารพรรคการเมือง มีชื่อ “นายอนุทิน ชาญวีรกูล” นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย ในฐานะหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย (ภท.) ซึ่งถ้าหากสั่งหยุดปฏิบัติหน้าที่ จะกลายเป็นเรื่องใหญ่ในทันที ดังนั้นถ้าหากถามความคาดหวังแกนนำพรรคสีน้ำเงิน ก็คงอยากให้ กกต.ยกฟ้องสำนวนทั้งหมด เพื่อไม่ให้เรื่องลุกลามไปไกล

“นายอนุทิน” ให้ความเห็นกรณี นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรค ปชน. และผู้นำฝ่ายค้านฯ ยืนยันว่าเรื่องการฮั้วเลือก สว. จะเป็นหนึ่งในประเด็นอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลว่า พูดชัดเจนไปแล้ว ว่ารัฐบาลชุดนี้ไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องใดๆ กับวุฒิสภา ซึ่งเรื่องฮั้ว สว. เป็นเรื่องที่เขามีข้อสงสัยถึงที่มาของวุฒิสมาชิก ในเมื่อรัฐบาลกับวุฒิสภาเป็นคนละสถาบันกัน เพราะวุฒิสภาอยู่ฝ่ายนิติบัญญัติ เราจึงไม่ก้าวก่ายกันอยู่แล้ว แต่หากเป็นการบริหารในภาพรวม ตนก็ยินดีที่จะตอบเพื่อให้เกิดความชัดเจนกับประชาชน

ด้าน “นายทรงศักดิ์ ทองศรี” รองนายกฯ กล่าวถึงกรณีฝ่ายค้านเตรียมยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจ โดยมองว่าเป็นเรื่องปกติ เพราะเป็นการทำงานของ สส.ฝ่ายค้านที่ต้องตรวจสอบรัฐบาล รัฐบาลพร้อมถูกตรวจสอบ ในส่วนงานที่เกี่ยวข้องกับรัฐบาลเป็นหลัก เมื่อถามว่า หากมีการอภิปรายเรื่องฮั้วเลือก สว. ถือว่าเกี่ยวข้องกับรัฐบาลหรือไม่ นายทรงศักดิ์ กล่าวว่า ถ้าเป็นรัฐบาล ที่มาของรัฐบาลมาจาก สส. เสียงข้างมากมาจัดตั้งรัฐบาล หากดูตามกฎหมายรัฐธรรมนูญ (รธน.) ยังไม่เห็นว่า สว.จัดตั้งรัฐบาล ดังนั้นในการอภิปรายไม่ไว้วางใจ จึงน่าจะต้องเกี่ยวข้องกับเรื่องของรัฐบาล ของนายกฯ และรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้อง หากจะอภิปรายเรื่อง สว.ก็แล้วแต่ ความเห็นของสภา โดยเฉพาะประธานสภา ที่จะต้องเป็นผู้ตรวจญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจ ว่าจะบรรจุระเบียบวาระได้หรือไม่

ดังนั้นเผือกร้อนจึงตกอยู่ในมือของ “นายโสภณ ซารัมย์” ประธานสภา หากฝ่ายค้านกำหนดเรื่องฮั้ว สว.ไว้ในญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจ จะบรรจุวาระหรือให้มีการแก้ไขหรือไม่ เพราะเรื่องเกิดตั้งแต่ปี 67 ซึ่ง พรรค ภท. ไม่ได้เป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล แต่ถ้าหากไม่ยอมให้บรรจุวาระ เชื่อว่าพรรคฝ่ายค้านคงไม่ยอมแน่ๆ

ส่วน “นายพริษฐ์ วัชรสินธุ” สส.บัญชีรายชื่อ พรรค ปชน. และประธานวิปฝ่ายค้าน โพสต์ภาพพร้อมข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ว่า ในเมื่อนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกฯ ระบุว่าถ้าการโกง สว.มีจริง เป็นสิ่งที่น่ารังเกียจ ตนขออนุญาตเจาะลึกเพิ่มเติมว่า มีใครอีกบ้าง ที่อาจมีส่วนเกี่ยวข้องกับขบวนการที่นายอนุทินบอกว่าน่ารังเกียจ โดยได้นำเสนอหลักฐาน ซึ่งเป็นคลิปวิดีโอและภาพเหตุการณ์ที่โรงแรม B2 รังสิต แต่ยังไม่ได้รับคำตอบใดๆ จากคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) จึงขอนำเสนอข้อมูลเพิ่มเติม พบกลุ่มผู้จองหรือเข้าพักที่โรงแรมช่วงวันที่ 24-26 มิ.ย. 2567 มีอย่างน้อย 2 กลุ่ม ซึ่งกลุ่มแรก มีผู้เข้าพัก 12 คน ซึ่งในจำนวนนี้มีผู้สมัคร สว. 8 คน เข้าพักระหว่างวันที่ 25-26 มิ.ย. 2567 ยอดรวมทั้งหมด 7,520 บาท ผู้ชำระเงินเป็นการโอนเงินจากบัญชีชื่อ ว่าที่ ร.ต.วิทยา คำพวง ส่วนกลุ่มที่ 2 ผู้จองคือนายพัสกร รังสิวัฒนศักดิ์ เลขานุการรัฐมนตรีและโฆษกกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา จำนวนห้อง 26 ห้อง เข้าพักวันที่ 24-26 มิ.ย. 2567 ยอดรวมทั้งหมด 43,500 บาท ชำระเงินด้วยบัตรเครดิต VISA มีผู้เข้าพัก 30 คน เป็นผู้สมัคร สว. 20 คน

นายพริษฐ์ กล่าวอีกว่า ข้อมูลเหล่านี้อาจยังไม่สามารถทำให้เราฟันธงได้ 100 เปอร์เซ็นต์ว่าบุคคลเหล่านี้เป็นส่วนหนึ่งของขบวนการโกง สว. มีคำถามถึงกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) เคยสอบสวนหรือตรวจสอบกับโรงแรม B2 รังสิต หรือไม่ว่ามีใครจอง เข้าพัก หรือชำระเงินค่าห้องพัก คำถามถึง กกต. 1. เหตุการณ์ที่โรงแรม B2 รังสิต ในช่วงก่อนการเลือก สว. อยู่ในสำนวนสอบสวนของ กกต. หรือคำให้การของพยานต่อ กกต. หรือไม่ 2. กกต.ได้เคยมีการสอบปากคำหรือสอบสวน เกี่ยวกับการกระทำของวิทยา คำพวง และพัสกร รังสิวัฒนศักดิ์ หรือไม่ 3.หากไม่เคย ทำไมถึงไม่มีการสอบปากคำหรือสอบสวน หวังว่าจะได้รับคำตอบจากบุคคลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

ทีมข่าวการเมือง