เมื่อวันที่ 14 ส.ค. “หัวหน้าเท้ง” ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน ผู้นำฝ่ายค้าน ประกาศอภิปรายไม่ไว้วางใจแน่นอน เก็บใบเสร็จไว้ทุกบิล แถมรัฐบาลบาดแผลเต็มไปหมด ที่สถานีรถไฟกรุงเทพ (หัวลำโพง) “นายกฯ หนู” อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย ไม่เซอร์ไพร้ส์ บอกว่าก็ไม่ใช่เรื่องใหม่ เราต้องเคารพในสิทธิและหน้าที่ที่ผู้นำฝ่ายค้านต้องทำ เพราะถ้าไม่ทำจะเอาผลงานที่ไหน และว่า รัฐบาลทำงานเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน

ส่วนเรื่องการเก็งข้อสอบ ในเมื่อรัฐบาลทำงานทุกวัน รัฐมนตรีทำงานทุกวัน ดังนั้นใครถามอะไรมาก็ไม่ต้องเตรียมหรือเก็ง เพราะคนที่ทำงานในหน้าที่ที่รับผิดชอบใดๆก็ตาม เมื่อถูกซักถามเขาก็ต้องตอบได้ตลอดเวลา ไม่ต้องรอซักฟอก เรามั่นใจว่าทำสิ่งที่ถูกต้องตามกฎหมาย เป็นประโยชน์กับประเทศและประชาชน แต่ย้ำว่า รัฐบาลหรือพรรคการเมืองทุกพรรคไม่เกี่ยวข้องกับเรื่องการได้มาซึ่ง สว.

ผู้สื่อข่าวถามว่า ฝ่ายค้านปล่อยข้อมูลในโลกโซเชียลฯ มองเรื่องนี้อย่างไร นายกฯ กล่าวว่า “ก็อย่างนี้ไงโลกโซเชียลถึงต้องมีงานของกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) อย่าไปเชื่ออะไรในโซเชียลให้มาก ต้องคอยกลั่นกรอง พินิจ พิเคราะห์ พิจารณา และไม่ได้คิดถึงว่าจะมีงูเห่าฝ่ายค้านมาโหวตให้หรือไม่”

เมื่อถามว่าความสัมพันธ์ของพรรคร่วมรัฐบาลเหนียวแน่นไม่จำเป็นต้องดึงพรรคอื่นเข้ามาร่วมรัฐบาลอีกใช่หรือไม่ อนุทิน กล่าวว่า “ทุกพรรคอยากเป็นรัฐบาล ไม่มีพรรคไหนอยากเป็นฝ่ายค้าน เพราะสามารถขับเคลื่อนการทำงานไปถึงประชาชนได้อย่างเต็มที่ ตอนนี้ก็กังวลว่าเป้าหมายที่ทำอยู่จะฮิต จะโดนใจหรือไม่ นโยบายที่รัฐบาลทำไปอย่าง 60-40 ไทยช่วยไทยพลัส ได้รับความชื่นชมจากประชาชน ตัวเลขทางเศรษฐกิจก็ปรับขึ้นมา ความน่าเชื่อถือของประเทศไทย เรตติ้งต่างๆ ก็ถูกปรับขึ้นมา เงินลงทุนจากต่างประเทศก็เข้ามาจำนวนมาก ส่งออกก็มากขึ้นเกือบ 20% ความกังวลเหล่านี้ก็คือทำไมตัวเลขการส่งออกไม่ดีขึ้นกว่านี้ จีดีพีโต 2% ทำอย่างไรให้โตขึ้นเป็น 3-4%”

นายกฯ หนู เป็นประธานเปิดงาน DIGITAL SHIELD นิทรรศการรณรงค์ต้านภัยออนไลน์สัญจร ครั้งที่ 1 และว่า ดูจากสถิติที่ทำมาร่วมกับหลายภาคส่วน เรื่องของอาชญากรรมเหล่านี้และเกี่ยวโยงกับพวกสแกมเมอร์ด้วย ในช่วง 6-7 เดือนนั้นลดลงมาเกิน 50% พล.ต.ท.จิรภพ ภูริเดช ผู้ช่วย ผบ.ตร. และทางคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) รายงานมาว่าตั้งแต่ช่วงเดือนกุมภาพันธ์ ไปจนถึงเดือนกรกฎาคมนั้น ลดลงถึง 50% และสามารถติดตามจับกุมผู้กระทำผิดมาดำเนินคดี และไล่ตามยึดทรัพย์ที่เป็นเงินสด

“รมต.นก” ไชยชนก ชิดชอบ รมว.ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ให้สัมภาษณ์กรณีการแก้ไขปัญหาแก๊งคอลเซ็นเตอร์ และสแกมเมอร์ ว่า เคยถูกแก๊งคอลเซ็นเตอร์โทรฯ มาที่ห้องทำงานที่กระทรวงดีอี โทรฯ เข้ามาที่เบอร์โทรศัพท์โต๊ะทำงาน ตนได้พูดคุยและสอบถาม แต่พอเขารู้ว่าเรารู้ทัน ก็วางสายไป เรื่องนี้จึงอยากเตือนไปยังประชาชนว่า ต้องมีมีสติ เพราะแก๊งคอลเซ็นเตอร์จะใช้รูปแบบการหลอกลวงแบบเดิม โดยใช้ความกลัว และความโลภมาครอบ ในการทำงาน

“ได้ให้นโยบายว่า การแก้ไขปัญหาแก๊งคอลเซ็นเตอร์จะต้องมีการบูรณาการทุกหน่วยหน่วยงาน ทำให้ผลงานดีขึ้นเป็นลำดับ ตัวเลขการหลอกลวงโดยรวมลดลงกว่า 50% ไม่เคยมีรัฐบาลใหม่ไหนทำได้มากขนาดนี้ ซึ่งต้องขอบคุณทุกหน่วยงานในภาครัฐ, ธนาคาร และโอเปอเรเตอร์ที่ให้ความร่วมมือ”

เมื่อถามถึงกรณีฝ่ายค้านระบุว่า จะยื่นเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจในสมัยประชุมสภาหน้าแน่นอน ซึ่งโครงการ TH-AI Passport จะถูกอภิปรายด้วย ไชยชนก กล่าวว่า ต้องโดนแน่ๆ อยู่แล้ว แต่ไม่กังวล เพราะเรายืนยันในกฎหมายและข้อบังคับ ได้ตรวจสอบทั้งภายใน และให้ความร่วมมือกับฝ่ายค้านในการให้ข้อมูล รวมถึงไปปรับปรุงสัญญา เพื่อให้ภาครัฐและภาคประชาชนได้ประโยชน์มากกว่าเดิม ชี้แจงได้ถูกต้องตามกระบวนการกฎหมายทุกอย่าง แต่ชี้แจงอย่างไรก็ไม่ถูกใจฝ่ายค้าน และคงไม่ต้องพูดคุยกับ สส. ในพรรคเรื่องเสียงโหวตต้องไปทางเดียวกัน

เมื่อวันที่ 15 ส.ค. ที่โรงแรมกรุงศรีริเวอร์ อำเภอพระนครศรีอยุธยา จังหวัดพระนครศรีอยุธยา สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร ได้จัดกิจกรรม “เวทีผู้นำฝ่ายค้าน: แนวทางปฏิรูปสถาบันทางการเมืองภายใต้รัฐธรรมนูญ และกลไกตรวจสอบถ่วงดุล” โดย “หัวหน้าเท้ง” ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ สส.บัญชีรายชื่อ และหัวหน้าพรรคประชาชน ในฐานะผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร เป็นประธานกล่าวเปิดเวทีตอนหนึ่งว่า สิ่งที่พรรคร่วมฝ่ายค้านพยายามผลักดันมาโดยตลอด คือการเข้าไปแก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้าง แต่กลับต้องเผชิญกับอุปสรรคสำคัญ เนื่องจากกติกาหมวดสูงสุดของประเทศอย่างรัฐธรรมนูญ ยังคงปิดช่องไม่ยินยอมให้เข้าไปดำเนินการแก้ไขปรับปรุงในส่วนที่เป็นแก่นของปัญหาได้

พร้อมกับตัดพ้อถึงสภาพการบริหารราชการแผ่นดินในปัจจุบันว่า ทุกวันนี้ อำนาจรัฐไม่เคยเห็นหัวประชาชน ไม่เคยมีประชาชนเป็นศูนย์กลางในการบริหารจัดการหรือแก้ไขปัญหาอย่างแท้จริง ปัญหาความตกต่ำและวิกฤติทั้งหมดที่เกิดขึ้นในประเทศไทยเวลานี้ เกิดจากการที่เราขาดแคลนกฎหมาย หรือแท้จริงแล้วเกิดจากการขาดกระบวนการบังคับใช้กฎหมายที่มีประสิทธิภาพกันแน่

มีนักการเมืองที่มองเห็นปัญหาตรงกัน รู้ว่าประเทศไทยมีกำแพงใหญ่ๆ อะไรบ้างที่คอยขวางกั้นการพัฒนา ซึ่งเราจะมั่นใจได้อย่างไรว่า คนที่อยู่ในอำนาจของฝ่ายบริหาร พร้อมจะใช้อำนาจของตัวเองทุกอย่างเข้าไปแก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้าง เพราะหากพวกเขาเข้าสู่อำนาจมาแบบไม่ถูกต้อง เขาจะพยายามใช้อำนาจเข้าไปต่อเติมกำแพงให้หนาขึ้นเรื่อยๆ

และเมื่อประชาชนไม่สามารถไว้วางใจให้ผู้ใช้อำนาจฝ่ายบริหารมาแก้ปัญหาได้ ที่พึ่งสุดท้ายของประชาชนในการตรวจสอบถ่วงดุลอำนาจก็คือองค์กรอิสระ แต่คำถามตามมาคือ ในปัจจุบันประชาชนยังสามารถเชื่อมั่นในกระบวนการตรวจสอบขององค์กรอิสระได้มากน้อยเพียงใด

“ผมไม่เชื่อว่าจะสามารถสร้างประเทศที่ดีได้ด้วยคนดีเพียงอย่างเดียว ตราบใดที่กติการัฐธรรมนูญยังคงเปิดช่องให้คนโกงก้าวเข้าสู่อำนาจได้ โดยไม่มีกลไกการถ่วงดุลและตรวจสอบอย่างแท้จริง ไม่ว่าเราจะมีคนดีกี่คนก็ตาม ในอนาคตปัญหาเดิมๆ ก็จะยังคงดำรงอยู่ ทางออกเดียวของประเทศไทย คือต้องกลับมาแก้ไขที่ระบบการเมือง รื้อถอนโครงสร้างที่ไม่เป็นธรรม และสร้างกลไกการถ่วงดุลอำนาจที่ดี มีประสิทธิภาพ และสามารถตรวจสอบผู้ใช้อำนาจรัฐได้จริง” ดูๆ แล้วนี่ก็คือการปลุกกระแสแก้ไขรัฐธรรมนูญ ก่อนเปิดสภา ซึ่งน่าจะมีการยื่นร่างของภาคประชาชนสมัยประชุมที่จะถึง

ภายในงานก็ยังได้จัดเสวนา หัวข้อเรื่องปัญหาของสถาบันทางการเมืองภายใต้รัฐธรรมนูญ และคดีโกง สว. ไฮไลต์สำคัญหลังจบเวทีเสวนา ได้มีการเชิญพยานในคดีฮั้วเลือกตั้ง สว. ขึ้นมาบอกเล่าข้อเท็จจริง โดยชี้ให้เห็นว่า โรงแรมที่ใช้จัดกิจกรรมในวันนี้ เคยเป็นสถานที่ซึ่งถูกกลุ่มขบวนการใช้เป็นจุดนัดหมายร่วมมือฮั้ว สว. ในช่วงที่ผ่านมาด้วย โดย “สส.ไอติม” พริษฐ์ วัชรสินธุ กล่าวว่า คาดว่า กกต. จะลงมติคดีฮั้ว สว. ในวันจันทร์ที่ 31 สิงหาคมนี้ ฝ่ายค้านก็จะจัดกิจกรรมในวันที่ 29-30 สิงหาคม เพื่อทิ้งทวน และคาดว่า กกต. อาจจะเป่าคดี

อีกเรื่องหนึ่ง “รมต.หนิม” จุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รมว.แรงงาน โพสต์เฟซบุ๊กว่า เมื่อวันที่ 14 ส.ค. ตนได้ลงนามเห็นชอบในหลักการในการแก้ไขเพิ่มเติมระเบียบกระทรวงแรงงานว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการเลือกตั้งผู้แทนฝ่ายนายจ้าง และผู้แทนฝ่ายผู้ประกันตนเป็นกรรมการในคณะกรรมการประกันสังคม พ.ศ. 2564 ตามที่สำนักงานประกันสังคมเสนอ นี่คือการปลดล็อกเงื่อนไขในระเบียบเดิม เพื่อให้ผู้ประกันตนและนายจ้างทุกคนที่มีคุณสมบัติตามกฎหมายสามารถไปใช้สิทธิออกเสียงเลือกตั้งผู้แทนของตนเองได้โดยตรง โดยไม่ต้องผ่านขั้นตอนการลงทะเบียนใช้สิทธิก่อน

กรมการปกครอง (ปค.) กระทรวงมหาดไทย ออกเอกสารข่าวชี้แจงระบุกรณี “สส.โตโต้” ปิยรัฐ จงเทพ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ในฐานะรองประธาน กมธ.การกฎหมาย ยุติธรรมและสิทธิมนุษยชน โพสต์เฟซบุ๊กระบุว่า คดี “พ่อทิพย์” ที่ลูกจีนได้สัญชาติไทย ตรวจพบเจอ ที่อายุสูงสุด คือ 23 ปี ทำกันมานานเป็นขบวนการ ตัวเลขรวมกันทั้งประเทศอาจจะสูงถึง 10,000 คน ชี้แจงว่า ข้อมูล 1,000-1,500 ราย จากโรงพยาบาลเอกชน 8 แห่งในกรุงเทพมหานครนั้น เป็นข้อมูลของกลุ่มที่ “เข้าข่ายความเสี่ยงและต้องตรวจสอบเพิ่มเติม” มิได้หมายความว่าบุคคลทั้งหมดได้รับสัญชาติไทยโดยทุจริตแล้ว

ส่วนตัวเลขที่มีการกล่าวถึงว่า อาจมีถึง 10,000 รายทั่วประเทศนั้น ขณะนี้มิใช่ตัวเลขผลการตรวจสอบยืนยันอย่างเป็นทางการ เนื่องจากกรมการปกครองได้สั่งการให้สำนักทะเบียนทุกแห่งทำการตรวจสอบย้อนหลังและคัดแยกรายการต้องสงสัย จึงจำเป็นต้องตรวจสอบข้อมูลอย่างรอบคอบก่อนสรุปจำนวนที่แท้จริง.

“ทีมข่าวการเมือง”