รึนี่จะเป็นการจบยุคสมัยของ “ซื้อก่อนประหยัดก่อน ซื้อที่หลังประหยัดกว่า”? หากคุณติดตามเรื่องราวของตลาดรถยนต์ไฟฟ้าในบ้านเรามาอย่างต่อเนื่อง เชื่อว่าคงต้องเคยผ่านตากับวลีเด็ดด้านบนนี้มาบ้าง กับการที่รถไฟฟ้าในบ้านเราบางแบรนด์ชอบที่จะลดราคารถยนต์ใหม่ของตัวเอง หลังจากเปิดตัวไปสักพัก แน่นอนว่ามันเป็นผลดีกับผู้ซื้อรถใหม่ แต่เจ็บปวดกับลูกค้าเก่าไม่น้อย เพราะราคาขายต่อรถมือสองร่วงระเนระนาด แต่ดูเหมือนว่าสถานการณ์กำลังจะเปลี่ยนไป!
สวัสดีวันหยุด พบกับนานาสาระยานยนต์กับ “อ้วนซ่า แอบซิ่ง” เหมือนเช่นเคยทุกวันหยุดสุดสัปดาห์ ในวันนี้ขอนำเรื่องราวการ “ขึ้นราคา” ของรถยนต์ไฟฟ้า ที่หลายๆคนมองว่านี่คือ การส่งสัญญาน “ยุติสงครามราคา” (ชั่วคราว) และกลับเข้าสู่กลยุทธ์ราคาปกติหลังจากที่แบรนด์ต่างๆ ทุ่มใช้กลยุทธ์ “ราคาพิเศษ” อย่างหนักหน่วงในการดึงกระแสสังคมให้คนหันมาให้ความสนใจในรถไฟฟ้านับตั้งแต่ช่วงปีที่ผ่านมา
หัวหอกของการปรับกลยุทธ์นี้ก็คือ รถยนต์ไฟฟ้าขนาดกระทัดรัด แต่มีห้องโดยสารที่ใหญ่ เรียกได้ว่าสามารถเป็นตัวเต็งขวัญใจมหาชนคนเมืองได้ อย่าง “เอ็มจี เออร์บัน” (MG Urban) รถแฮชท์แบ็คไฟฟ้าที่แม้จะดูเหมือนกระทัดรัด แต่มีฐานล้อยาวถึง 2,750 มม. ซึ่งคุณจะประหลาดใจ ถ้าบอกว่ามันยาวเท่ากับ โตโยต้า ฟอร์จูนเนอร์ (Toyota Fortuner) พอดีเป๊ะ! ช่วยให้มันมีห้องโดยสารที่โอ่โถงแบบรถขนาดใหญ่ และในภาพรวมมันมีขนาดตัวใหญ่กว่า รถคอมแพ็คของค่ายเดียวกันอย่าง เอ็มจี 4 (MG4) รวมถึง คู่แข่งร่วมชาติอื่นๆ อาทิ บีวายดี ดอลฟิน (BYD Dolphin),ไอออน ยูที (Aion UT) และ จีลี อีเอ็กซ์ 2 (Geely EX2) อย่างชัดเจน
โดยการปรับราคานี้ เป็นไปตามสัญญาทางธุรกิจที่เคยประกาศไปก่อนหน้านี้แล้ว โดยบวกราคาเพิ่ม 20,000 บาทต่อคัน จากราคาเดิม 529,900-709,900 บาทไปเป็น 549,900-729,900 บาท แม้ว่าการขึ้นราคา อาจจะมีผลกระทบต่อการตัดสินใจซื้อของผู้บริโภค แต่ก็เป็นการสร้างความน่าเชื่อถือให้กับแบรนด์ ที่ยืนยันว่าจะไม่ลดราคาลงเรื่อยๆจนทำลายมูลค่าขายต่อ (Resale Value) และช่วยให้ลูกค้ากลุ่มแรกที่จองซื้อรู้สึกอุ่นใจว่าได้ราคาที่ดีที่สุดจริงๆ
ความมั่นใจที่จะขึ้นราคาหลังจากเปิดตัวไปได้ระยะหนึ่งแล้ว ส่วนหนึ่งมาจากมิติและสเปคตัวรถที่เหนือชั้น รวมไปถึงขนาดแบตเตอรี่ที่รองรับระยะทางวิ่งได้ถึง 530 กม. (NEDC) และยังรวมไปถึงความกล้าที่จะรับประกันแบตเตอรี่ และระบบขับเคลื่อนตลอดอายุการใช้งาน ไม่แต่สำหรับเจ้าของมือแรกแต่ยังส่งต่อไปถึงเจ้าของมือต่อๆไป แต่ต้องปฏิบัติตามเงื่อนไข คือใช้งานส่วนบุคคลเท่านั้นไม่นำไปใช้รับงานเชิงพาณิชย์เช่นเอาไปวิ่งรับจ้าง ซึ่งสิทธิ์อาจจะถูกจำกัดลงเหลือเพียง 8 ปี หรือ 160,000 กม. ตามปกติ และต้องเข้ารับบริการตามรอบเวลาอย่างต่อเนื่องในศูนย์บริการมาตรฐาน และใช้อะไหล่แท้ รวมถึงต้องไม่มีการดัดแปลงระบบขับเคลื่อนใดๆ
ทั้งหมดนี้สะท้อนให้เห็นว่า “เอ็มจี” นั่นมีความมั่นใจในตัวสินค้า และต้องการสร้างมาตรฐานราคาที่สะท้อนต้นทุนจริง ที่มาจากการผลิตในประเทศไทย (CKD) ซึ่งเมื่อเทียบกับรถที่นำเข้ามาจากต่างประเทศทั้งคัน (CBU) ที่จะอ่อนไหวกับอัตราภาษีสรรพสามิตที่มีแนวโน้มจะมีการเปลี่ยนแปลงขึ้นด้วยเช่นกัน และหากการปรับราคาครั้งนี้ ยอดขายของรถเอ็มจี เออร์บัน ยังเติบโตได้ดี ก็จะเป็นโมเดลตัวอย่างให้กับค่ายอื่นในการยุติสงครามราคา และปิดฉากยุคสมัยของ “ซื้อก่อนประหยัดก่อน ซื้อที่หลังประหยัดกว่า” และสร้างความมั่นใจระยะยาวให้กับผู้บริโภคในการหันมาใช้รถไฟฟ้าต่อไปนั่นเอง….



