เมื่อเวลา 09.00 น. วันที่ 13 ส.ค. ที่ห้องรอยัล จูบิลี่ บอลรูม อาคารชาเลนเจอร์ ศูนย์การแสดงสินค้าและการประชุมอิมแพ็ค เมืองทองธานี นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย เป็นประธานเปิดโครงการประชุมเชิงปฏิบัติการ (Workshop) การขับเคลื่อนการดำเนินงานด้านความมั่นคงตามนโยบายรัฐบาลในระดับพื้นที่ รุ่นที่ 1 ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 โดยมีผู้ว่าราชการจังหวัด นายอำเภอ ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดภาคกลางและภาคตะวันออก 25 จังหวัด และผู้บริหารส่วนราชการที่เกี่ยวข้องเข้าร่วม

โดยนายกฯ กล่าวมอบนโยบายตอนหนึ่งว่า ต้องกราบขออภัย อยู่ดีๆ เสียงหายไปไหนก็ไม่รู้ แต่ไม่ได้เป็นหวัด ไม่ได้เป็นอะไร อาจจะพูดแล้วไม่มีแอ๊คชั่นเหมือนปกติ จะโชคดีหรือโชคร้ายก็แล้วแต่ที่ตนทำงานด้านความมั่นคงมาหลายปี จะได้มีการลงพื้นที่พบปะชาวบ้านเป็นประจำ ได้พบกับผู้ว่าฯ ผู้บังคับการและผู้กำกับอยู่ตลอดเวลา ตนเกิดความเชื่อมั่นว่าถ้าผู้ว่าฯ จับมือกับผู้บังคับการ นายอำเภอจับมือกับผู้กำกับตำรวจภูธร ปลัดอำเภอจับมือกับสารวัตร ปัญหาพื้นฐานโดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องความปลอดภัยในเรื่องของการทำให้บ้านเมืองสงบสุข ตนลงพื้นที่เห็นความร่วมมือ มีคำว่าคู่จิ้นหรือคู่ดูโอ้ ถ้าหากมีการเชื่อมได้แบบไร้รอยต่อเราก็จะมีข้อมูล จึงขอให้ทีมอำเภอใช้ชุดข้อมูลเดียวกันหรือวันดาต้า ในเรื่องของปัญหายาเสพติด รัฐบาลเดินหน้า 90 วันพิฆาตยาเสพติดอยู่แล้ว จึงขอให้ทุกท่านได้ทำงานร่วมมือกันอย่างเต็มที่ต่อไป พยายามให้อยู่ในกรอบเวลาที่เราได้กำหนดไว้ ถามว่าทำไมได้ตั้ง 90 วัน เพราะว่าแม้บางท่านจะต้องเกษียณอายุราชการไปในวันที่ 30 ก.ย. นี้ แต่มันจะไม่มีอุปสรรคในการดำเนินการของท่าน เราต้องทำให้มันเสร็จในห้วงระยะเวลาที่ท่านมีหน้าที่รับผิดชอบดูแลอย่างเต็มที่

นายกฯ กล่าวต่อว่า ในช่วงที่ผ่านมามีเรื่องอาวุธปืนที่เราต้องให้ความสำคัญอย่างเร่งด่วน ก็ต้องฝากทุกท่านทราบว่าขณะนี้ต้องเข้มงวดกวดขันเป็นพิเศษ อย่าให้มีพฤติกรรมลอกเลียนแบบ และส่งผลให้เกิดสิ่งที่เราไม่พึงประสงค์ ซึ่งในส่วนของกรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทยได้สั่งการไปแล้ว ว่าช่วงนี้เราปิดระบบการออกแบบใบอนุญาต ป.3 ดังนั้นการซื้อขายการครอบครองอาวุธปืนของคนทั่วไปจึงไม่มี และตนได้ให้นโยบายในเมื่อเราถือว่าอาวุธปืนเป็นสิ่งที่ร้ายแรงไม่ก่อให้เกิดประโยชน์กับผู้ใช้ที่ไม่มีหน้าที่ในทางกฎหมาย ปกติเราจะมีการมอบปืนให้กำนัน และผู้ใหญ่บ้าน ถ้าเราต้องการให้อาวุธปืนนี้ลดลงทั่วประเทศ ตอนนี้มี 10 กว่าล้านกระบอกที่เห็นอยู่ และที่ไม่เห็นไม่รู้มีอีกเท่าไหร่ เท่ากับประชากร 6-7 คน มีอาวุธปืน 1 กระบอก อันนี้ไม่ไหว นี่มันแดนคาวบอยไปแล้ว และยิ่งถ้าตัดพวกเด็กและผู้สูงอายุออกไป เผลอๆ เหลืออยู่แค่ประชากร 3-4 คน ต่ออาวุธปืน 1 กระบอก อันนี้ถือว่าไม่ใช่บ้านเมืองที่มีความสงบสุขได้ ถึงแม้ว่าจะไม่มีเหตุการณ์อะไรก็แล้วแต่ แต่เป็นบ้านเมืองที่มีความสุ่มเสี่ยงที่จะเกิดเหตุร้ายแรงได้ตลอดเวลา ดังนั้นกรมการปกครองนำเสนอมาว่า จะต้องมีการพิจารณาในเรื่องของการมอบรางวัลให้กับกำนันผู้ใหญ่บ้านยอดเยี่ยม เป็นอีกรูปแบบหนึ่งที่จะทำให้เขามีขวัญกำลังใจในการปฏิบัติหน้าที่ดูแลสารทุกข์สุขสุกดิบของพี่น้องประชาชน ขณะที่ในส่วนของนายอำเภอ ขอให้มีการร่วมกันตั้งด่านตรวจค้นอาวุธปืนยาเสพติดเป็นหลัก ด่านเหล่านี้จะต้องมีความพร้อมมีความเข้มข้น เพราะเราต้องรักษาความปลอดภัยให้กับตัวเองด้วย หากคนที่ถูกตรวจค้นเขาไปกระทำความผิดอะไรมา เขาอาจจะต่อสู้ได้ ตรงนี้ต้องขอให้ท่านเพิ่มความระมัดระวังด้วย แต่ขอให้เน้นย้ำในเรื่องของการตรวจจับการพกพาอาวุธผิดกฎหมายและดำเนินคดีอย่างเต็มที่ ในส่วนของรัฐบาลกำลังมอบหมายให้นายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกฯ ทำการยกร่างกฎหมายสังคายนาและออกพระราชบัญญัติว่าด้วยอาวุธใหม่ขึ้น 

“ไม่ต้องสนใจโทรศัพท์ใครที่จะโทรศัพท์เข้ามา เพราะถ้าผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) ไม่โทรศัพท์เข้ามา หรือผู้บังคับบัญชาตามสายงานของท่าน เพราะมันไม่ใช่คำสั่งที่ถูกต้องตามกฎหมาย ผมไม่มีวันโทรศัพท์อยู่แล้ว ไม่ต้องห่วงถ้าใครโทรศัพท์เข้ามาบอกว่าน้อง นี่พี่หนูนะ นี่นายกฯ นะ ก็ขอให้มั่นใจได้เลยว่านั่นตัวปลอม เพราะตัวจริงไม่โทรฯ โทรฯ ไม่ได้ คิดง่ายๆ แค่ท่านอัดเสียงผมก็ตายแล้ว ผมไม่รักคนอื่นมากกว่าตัวผมเองหรอก คิดง่ายๆ แค่นี้ มันไม่มีโทรศัพท์ว่านี่ผม นี่เลขาฯ นายกฯ นะ มท.3 มท.2 ไม่มี ถ้าโทรฯ ก็ขอให้อัดเทปไว้แล้วส่งมาให้ผมตรวจสอบ ไม่ยาก ผมให้ท่านตรวจพิสูจน์หลักฐาน ถ้ามันเป็นเสียงของใครคนใดคนหนึ่งในคณะรัฐมนตรี (ครม.) ของผม ผมพูดได้เลยว่านั่นคือวันสุดท้ายของการทำงานของเขา เราทำงานกันแบบนี้ เอากันแบบตรงไปตรงมา ไม่ต้องมีความสงสัยอะไรทั้งสิ้น” นายกฯ กล่าว

นายกฯ กล่าวด้วยว่า รวมไปถึง ผวจ. ด้วย ทำงานร่วมกับตนมา 3 ปีแล้วถ้านับจำนวนวัน ไม่นับจำนวนวาระ ตนคิดว่า ผวจ. มีความสบายใจมาก เพราะไม่เคยได้รับการร้องขอใดๆ ที่จะให้ท่านได้ปฏิบัติต่อคนที่ทำผิดกฎหมายในระดับผู้บริหารของกระทรวงมหาดไทย ฉะนั้นตรงนี้เราได้ตั้งแนวทางและมีหลักของการทำงานอย่างชัดเจนแล้ว ซึ่งจะทำให้ท่านมีความสบายใจเป็นอย่างยิ่ง ยิ่งระดับ ผวจ. ระดับผู้บังคับการตำรวจภูธรและระดับผู้กำกับสถานีตำรวจภูธร รองผู้ว่าฯ และนายอำเภอ ท่านสามารถปฏิเสธการร้องขอเหล่านี้ได้ ท่านบอกเลยว่าตอนนี้ไม่ได้ ที่ผ่านมาเป็นยังไงไม่รู้ แต่จากนี้เป็นต้นไป ถ้ารัฐบาลชุดนี้ยังมีนโยบายเช่นนี้อยู่ ท่านต้องทำตามระเบียบต่างๆ และข้อกฎหมาย ตนให้คำยืนยัน ไม่มีใครจะทำให้ท่านต้องประสบอุปสรรคในหน้าที่ราชการของท่านได้ ถ้าท่านทำตามที่ตนได้พูดตามแนวทางนี้ ไม่ต้องสนใจคำร้องขอใดๆ ในการให้ความช่วยเหลือผู้กระทำผิด แต่ต้องช่วยเหลือผู้บริสุทธิ์ ไม่ช่วยใครเลยไม่ได้ และดำเนินการกับผู้กระทำความผิดให้เด็ดขาดและรุนแรง 

“ผมไม่ได้หวังว่าทำงานร่วมกันแล้วจะอาชญากรรมไม่เกิด แต่ขอให้มันลดลงอย่างมีนัยสำคัญ ตำรวจแสดงให้เห็นแล้วอย่างเรื่องการปราบปรามไซเบอร์ วันนี้ไม่ได้มารับมอบนโยบายอย่างเดียว แต่ขอให้ใช้เวิร์กช็อปนี้เป็นจุดเริ่มต้นของการทำงานร่วมกันตั้งแต่ที่คิดและการวางโครงสร้างในการทำงานอย่างจริงจังระหว่างในระดับอำเภอ กับผู้กำกับสถานีตำรวจภูธรทั้งหลาย ร่วมกันดูข้อมูลและวิเคราะห์ปัญหาร่วมกันกำหนดเป้าหมาย เพื่อที่จะกลับไปทำงานร่วมกัน ต้องใช้ข้อมูลชุดเดียวกันทำงานเป็นทีมบังคับใช้กฎหมายอย่างตรงไปตรงมาและมีการวัดผล เพื่อปรับปรุงแผนงานอย่างต่อเนื่อง

ผมไม่ได้พูดว่าไม่ให้เกิดเหตุสักเคสเดียว มันเป็นไปไม่ได้ แต่ว่าต้องให้เกิดน้อยที่สุดและต้องไปทำลายต้นตอ สิ่งยั่วยุ มูลเหตุที่มันจะทำให้เกิดเหตุร้ายเหล่านี้ให้มากที่สุด ท่านต้องไปใส่ใจยังไงมันก็ผิด ทุกวันนี้ถ้าพกปืนก็ผิด เพราะใบ ป.12 ไม่มีมาเกือบ 3 ปีแล้ว เดินไปตรงไหน ถ้าเห็นคนพกปืน ถือปืน คนนั้นผิดกฎหมาย ซึ่งอาวุธปืนเป็นสิ่งที่ร้ายแรง ถ้าผู้ใช้ไม่มีหน้าที่ในทางกฎหมาย วันนี้ถ้าเราทำงานร่วมกัน มันก็เป็นเคพีไอของพวกเราทุกคนด้วย ถ้าพื้นที่ไหนเกิดเหตุบ่อยๆ ทำให้เห็นว่าไม่มีประสิทธิภาพในการทำงาน ขอให้กำลังใจและเป็นกำลังใจและพร้อมให้การสนับสนุนเต็มที่ ท่านทราบดีว่า ผมชอบไปเจอกับพวกท่านอยู่แล้ว ผมยินดีมีโปรแกรมอะไรดีๆ ความสำเร็จมีผลงานอะไรดีๆ เรียกผมไปชม ผมชอบ ชอบที่จะไปและชอบที่จะเห็นชอบไปชื่นชมการทำงานของท่าน เราทำงานด้วยกันด้วยความมั่นใจและด้วยความมุ่งมั่น เพราะคนที่จะได้รับประโยชน์สูงสุดคือประชาชนของพวกเรา” นายกฯ กล่าว

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ตลอดการกล่าวมอบนโยบาย นายกฯ มีอาการเสียงแหบ ไอและกระแอมตลอดเวลา จนต้องมีการจิบน้ำอุ่นเป็นระยะ