ธุรกิจที่ต้องการเติบโตในระยะยาว ต้องมองความเป็นกลางทางคาร์บอน (Carbon Neutrality) เป็นกลยุทธ์การแข่งขัน ไม่ใช่ภาระด้านต้นทุน นี่คือมุมมองของ ‘ธรรมศักดิ์ เศรษฐอุดม’ กรรมการผู้จัดการใหญ่ เอสซีจี (SCG) ที่กล่าวบนเวที NIKKEI ASIA FORUM APAC 2026ในเซสชัน ‘Future of Mobility and Pathway to carbon neutrality’ พร้อมระบุว่า การลงทุนในนวัตกรรม พลังงานสะอาด และการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต จะเป็นปัจจัยสำคัญที่กำหนดศักยภาพการแข่งขันของธุรกิจในอนาคต ท่ามกลางความผันผวนของราคาพลังงานและเศรษฐกิจโลก


แข่งขันด้วยคาร์บอนต่ำ

ธรรมศักดิ์ กล่าวว่า เอสซีจีนำเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero) มาเป็นส่วนหนึ่งของกลยุทธ์ธุรกิจ เพราะการลงทุนด้านความยั่งยืนจะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อธุรกิจยังคงรักษาความสามารถในการแข่งขันไว้ได้

เอสซีจีตั้งเป้าบรรลุ Net Zero ภายในปี 2050 โดยธุรกิจปูนซีเมนต์เป็นหนึ่งในอุตสาหกรรมที่มีการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในระดับสูง บริษัทจึงเดินหน้าพัฒนาเทคโนโลยีและปรับกระบวนการผลิตสู่ปูนซีเมนต์คาร์บอนต่ำ พร้อมควบคุมต้นทุนให้อยู่ในระดับที่สามารถแข่งขันกับผลิตภัณฑ์เดิมได้

อีกหนึ่งกลยุทธ์คือการทำให้ผลิตภัณฑ์สีเขียวเข้าถึงผู้บริโภคมากขึ้น ผ่านแนวคิด ‘Green Parity’ หรือการตั้งราคาปูนซีเมนต์คาร์บอนต่ำให้ใกล้เคียงกับปูนซีเมนต์ทั่วไป เพื่อให้ผู้บริโภคสามารถเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมได้ง่ายขึ้น

“Carbon Neutrality ไม่ใช่เพียงเป้าหมายด้านสิ่งแวดล้อม แต่เป็นกลยุทธ์ในการสร้างความสามารถในการแข่งขันของธุรกิจในระยะยาว” ธรรมศักดิ์กล่าว

3 ปัจจัยสำคัญสู่ความสามารถในการแข่งขัน

ธรรมศักดิ์ ระบุว่า การดำเนินธุรกิจในอนาคตต้องขับเคลื่อนไปพร้อมกัน 3 ด้าน ได้แก่ 1. ความมั่นคงด้านพลังงาน (Energy Security), 2. ความสามารถในการแข่งขันทางเศรษฐกิจ (Economic Competitiveness) และ 3. ความยั่งยืน (Sustainability) เพราะทั้งสามปัจจัยเชื่อมโยงกันโดยตรง

พร้อมอธิบายว่า ความผันผวนของราคาพลังงานและสถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์ทำให้ภาคธุรกิจต้องกระจายแหล่งพลังงาน ลดการพึ่งพาเชื้อเพลิงฟอสซิล และเพิ่มการใช้พลังงานหมุนเวียน เพื่อสร้างความมั่นคงด้านพลังงานควบคู่กับการรักษาความสามารถในการแข่งขัน โดยเฉพาะอาเซียนซึ่งมีศักยภาพทั้งด้านพลังงานแสงอาทิตย์ พลังงานชีวมวล และเอทานอล หากได้รับการสนับสนุนด้านนโยบายและการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานอย่างต่อเนื่อง

ลงทุนเพิ่มขีดแข่งขัน

เอสซีจีเดินหน้าลงทุนยกระดับฐานการผลิต ด้วย AI ระบบอัตโนมัติ การรวมกำลังการผลิต และการพัฒนาโรงงานอัจฉริยะระดับอาเซียน เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ ลดต้นทุน และยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของอุตสาหกรรมไทย

ขณะเดียวกัน ยังเดินหน้าพัฒนาผลิตภัณฑ์คาร์บอนต่ำ ทั้งปูนซีเมนต์ ผลิตภัณฑ์ก่อสร้าง พลังงานหมุนเวียน พลังงานชีวมวล และกรีน โลจิสติกส์ เพื่อสร้างรายได้จากธุรกิจใหม่ควบคู่กับการลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม

“อนาคตของอุตสาหกรรมจะเป็นขององค์กรที่สามารถเปลี่ยนนวัตกรรมให้เป็นธุรกิจ และสร้างคุณค่าควบคู่กับความยั่งยืน” ธรรมศักดิ์กล่าว

อาเซียนคือคำตอบ

เอสซีจีใช้เครือข่ายธุรกิจในอาเซียนเป็นฐานขยายขีดความสามารถในการแข่งขัน ผ่านการบริหารห่วงโซ่อุปทานระดับภูมิภาค การลงทุนด้านเทคโนโลยี และการพัฒนานวัตกรรมร่วมกัน พร้อมประเมินว่าอาเซียนมีศักยภาพก้าวขึ้นเป็นฐานการผลิตและพลังงานสะอาดที่สำคัญของโลก หากภาครัฐและภาคเอกชนร่วมกันยกระดับศักยภาพของภูมิภาค

ในส่วนของภาครัฐ เอสซีจีเสนอให้เร่งวางนโยบายพลังงานที่ชัดเจนและต่อเนื่อง ทั้งการลงทุนในโครงข่ายไฟฟ้าแห่งชาติ (National Grid) การสนับสนุนพลังงานชีวภาพและพลังงานหมุนเวียน รวมถึงการสร้างระบบนิเวศที่เอื้อต่อการลงทุนด้านพลังงานสะอาด เพื่อเร่งการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ และเสริมศักยภาพการแข่งขันของภาคธุรกิจในระยะยาว